เมื่อมาถึงสำนักงานกิ่งซั่วหยาง ฟ้าก็มืดลงแล้ว แสงโคมส่องสว่างอยู่ตรงปลายตรอก
โจวซื่ออันรีบร้อนก้าวออกมาต้อนรับ เจียงปู๋เฉินตามอยู่ด้านหลัง เหลือบมองเฉินหว่านเอ๋อร์ที่เนื้อตัวเปื้อนโคลนอยู่ข้างกายลู่หยวน แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ใต้เท้าลู่ แม่นางเฉินผู้นี้หรือขอรับ?”
โจวซื่ออันมองเฉินหว่านเอ๋อร์ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บ ก็หันไปสั่งนายกองเวรยามด้านหลังทันที
“ไปเตรียมห้องพักสะอาด ๆ สักห้อง แล้วให้ห้องครัวอุ่นอาหารส่งไปให้ด้วย”
เฉินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขอบคุณเสียงเบา ก่อนตามนายกองผู้นั้นไปยังเรือนด้านหลัง
“เหล่าโจว มาหารือกันที่โถงใหญ่”
ลู่หยวนก้าวเข้าไปในโถงใหญ่ เจียงปู๋เฉินกับโจวซื่ออันสบตากัน แล้วเดินตามเข้าไป
โถงใหญ่สว่างไสว แผนที่ถูกคลี่วางไว้บนโต๊ะแล้ว
ลู่หยวนเล่าข้อมูลที่เค้นถามจากปากชุยอวิ๋นโหยวโดยสังเขป โจวซื่ออันฟังจบ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน
“อิ๋นอูจี้อยู่ขั้นเวหาชั้นสี่ ใต้บัญชามียอดฝีมือขั้นเปลี่ยนสองคน อีกทั้งยังมีสาวกลัทธิเกือบร้อยคน ทั้งหมดรวมตัวกันอยู่ที่เรือนพักบนไหล่เขาแห่งหนึ่งของเขาหยก”
“เรือนพักแห่งนั้นเดิมเป็นบ้านส่วนตัว ถูกทิ้งร้างมาหลายปี บัดนี้เขาดัดแปลงให้เป็นที่ตั้งแท่นบูชา มีผู้บำเพ็ญขั้นเปลี่ยนเฝ้ารักษาอยู่”
“วันนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะยกกำลังเข้าล้อมปราบ ชุยอวิ๋นโหยวตายแล้ว เหล่าสาวกที่ออกค้นหาก็ไร้หัวหน้า อิ๋นอูจี้ยังไม่ได้รับข่าว แต่หากหายตัวไปนานเกินไป ย่อมทำให้เขาระแวดระวัง”
“หากไม่ลงมือก่อนฟ้าสาง พอเขารู้ตัวแล้วเพิ่มกำลังค้นเขา การล้อมปราบก็จะยากขึ้น”
ลู่หยวนชี้ตำแหน่งเขาหยกบนแผนที่
