ผู้นำขบวนเป็นเด็กหนุ่มวัยราวสิบห้าสิบหกปี นั่งอยู่บนล่อขาสั้น มือสั่นระฆังทองแดงใบหนึ่ง
เขาเดินพลางตะเบ็งเสียงร้องขึ้นฟ้าไปด้วยว่า
“การได้ไปปรนนิบัติเทพภูเขาของเด็กสาวตระกูลหลี่ คือวาสนาที่สั่งสมมาจากชาติปางก่อน!”
ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์สองคนเดินตามหลังเขามาติด ๆ หันกลับไปยิ้มเยาะใส่เด็กสาวบนเกี้ยวไม้ไผ่
“หลี่เสี่ยวฉิน เจ้าร้องไห้ทำไม? การได้ไปปรนนิบัติเทพภูเขาเป็นวาสนาที่สั่งสมมาแปดชั่วอายุคน! คนอื่นอยากไปยังไม่มีโอกาสเลย!”
ชายฉกรรจ์ราวยี่สิบสามสิบคนรอบข้างพากันหัวเราะครืน เสียงปี่ซั่วน่าดูบิดเบี้ยวยิ่งขึ้น
ชาวบ้านจำนวนมากเดินตามอยู่ห่าง ๆ มีคนร้องตะโกนว่า “เทพภูเขาคุ้มครอง” อยู่สองสามเสียง แต่คนส่วนใหญ่เพียงเดินตามอย่างเงียบงัน
ถัดไปด้านหลัง ชายชราคนหนึ่งใช้ไม้เท้าค้ำกาย เดินกะเผลกตามมาพร้อมตะโกนสุดเสียงว่า “นางเพิ่งอายุแปดขวบ—”
ยังไม่ทันร้องจบ ชายฉกรรจ์สองคนก็ลากเขาไปผลักจนเซออกข้างทาง แผ่นหลังชนเข้ากับลำต้นไม้ ไม้เท้าหลุดมือกระเด็นไปไกล
ชาวบ้านคนอื่นยืนอยู่ข้างทาง สีหน้าไร้อารมณ์ ราวกับด้านชาไปนานแล้ว
ลู่หยวนกระตุกบังเหียน ม้าไล่ลมหยุดนิ่งอยู่กับที่ ส่วนเจียงปู๋เฉินที่หรี่ตาปรืออยู่ก็ลืมตาขึ้นเต็มที่
เสียงเกือกม้าขัดจังหวะความอึกทึกของฝูงชน ชาวบ้านหันมามอง
พวกเขาไม่รู้จักทั้งผู้ตรวจการหรือผู้บังคับบัญชา รู้เพียงว่าทั้งสองสวมชุดขุนนาง ดูท่าแล้วคงเป็นคนจากสำนักปราบมาร
เด็กหนุ่มผู้นำขบวนคล้ายจะสังเกตเห็นความผิดปกติอยู่บ้าง จึงรั้งล่อให้หยุด เสียงระฆังทองแดงพลันขาดห้วง
เขากวาดตามองลู่หยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า แววสงสัยระคนหวาดหวั่นวาบขึ้นในดวงตา ทว่าพริบตาเดียวก็ถูกความดูแคลนกลบมิด
