หมอกยามเช้าเพิ่งสลาย เสิ่นโม่ก็พาลู่หยวนมาถึงสำนักกระบี่ชางอู่
ประตูสำนักบนยอดเขาถามกระบี่ตั้งตระหง่านอย่างโอ่อ่า เสาศิลาสีเขียวทั้งสองด้านสลักรอยกระบี่ลึกล้ำไว้จนเต็ม
เมฆหมอกลอยวนผ่านกลางไหล่เขา มองจากไกล ๆ ประตูสำนักทั้งหลังคล้ายลอยค้างอยู่กลางอากาศ
เจ้าสำนักจ้าวหานซานพาผู้อาวุโสมาสองคนยืนรออยู่หน้าบันไดหินทางเข้าประตูสำนัก ด้านหลังยังมีศิษย์สายในชุดคลุมกระบี่สีเขียวเทาเรียงแถวกันอยู่อีกกลุ่ม ทุกคนเหน็บกระบี่ยาวไว้ที่เอว ยืนหลังตรงสง่างาม
“ท่านเสิ่น เดินทางมาเหน็ดเหนื่อยแล้ว”
จ้าวหานซานเดินเข้ามาหา ประสานมือคารวะ
เขาดูมีอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าผอมเรียว ระหว่างสนทนาแฝงกลิ่นอายสุภาพนุ่มนวลอยู่หลายส่วน
ทว่าข้อนิ้วบนมือใหญ่ทั้งสองกลับหนาเป็นปุ่ม ฝ่ามือด้านจนเห็นได้ชัดว่าเคยกำกระบี่มาครึ่งค่อนชีวิต
เสิ่นโม่ประสานมือคารวะตอบ “รบกวนเจ้าสำนักจ้าวมาต้อนรับด้วยตนเองแล้ว ท่านนี้คือลู่หยวน ผู้ดูแลสำนักงานกิ่งหลินชวน ครั้งนี้เขาจะเป็นตัวแทนสำนักปราบมารแห่งชิงโจวเข้าร่วมการชุมนุมปราบปีศาจ”
ลู่หยวนก้าวออกมาหนึ่งก้าว ประสานหมัดคารวะ “คารวะเจ้าสำนักจ้าว”
จ้าวหานซานพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ท่าทีราวกับกำลังต้อนรับหลานชายผู้มาเยือนจากแดนไกล
“ท่านลู่หนุ่มน้อยแต่เปี่ยมความสามารถ ชื่อยมบาลเสื้อเลือดของท่าน แม้แต่ข้าผู้เฒ่าบนยอดเขาถามกระบี่ก็ยังเคยได้ยิน”
“การชุมนุมปราบปีศาจครั้งนี้มีผู้กล้าจากสำนักปราบมารเข้าร่วม นับเป็นเรื่องน่ายินดีของสำนักกระบี่เช่นกัน”
เขาเบี่ยงกายชี้ไปยังคนสองคนด้านหลัง “ทั้งสองท่านนี้คือผู้อาวุโสของสำนักกระบี่เรา ผู้อาวุโสเหอและผู้อาวุโสสวี”
ผู้อาวุโสทั้งสองประสานมือคารวะตอบตามลำดับ
