“ไอ้เด็กเวร แกคิดว่าถ้าไม่มีประธานสภาหนุนหลัง อาจารย์อย่างฉันจะยอมรับผลที่ตามมาทั้งหมดคนเดียวหรือไง?”
เมิ่งเต๋อพาจี้หลิ่นเดินออกไป
เมิ่งเต๋อรูปร่างกำยำไว้เคราดกเต็มหน้า มองแล้วชวนให้รู้สึกน่าเกรงขาม
เขายื่นมือมาตบไหล่จี้หลิ่นเบา ๆ “ไม่ต้องห่วงฉันหรอก แต่แกน่ะ ถึงจะไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อซูยวนมากนัก อย่างน้อยก็รู้จักปกป้องพวกเดียวกันแล้ว”
เมิ่งเต๋อกังวลว่าการยืนกรานปกป้องซูยวนของเขาจะนำปัญหามาให้ อีกทั้งยังกังวลว่าซูยวนอาจเป็นคนมีเจตนาแอบแฝง แต่เขาดูออกว่าท่าทีของจี้หลิ่นที่มีต่อซูยวนเปลี่ยนไปไม่น้อย
“พอเข้าหน่วยที่หนึ่งแล้ว ในฐานะหัวหน้าหน่วย ผมมีหน้าที่ปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของเพื่อนร่วมทีม”
โดยมีเงื่อนไขว่าเธอต้องเป็นคนของสหพันธ์
เมิ่งเต๋อพยักหน้าอย่างชื่นชม “ใคร ๆ ก็ว่าฉันเลี้ยงแกจนแก่เกินวัย ทำอะไรเป็นระเบียบแบบแผนไปหมด แต่ฉันกลับคิดว่าดีมาก”
“มีวิจารณญาณและหลักการของตัวเอง ทั้งยังไม่ปฏิบัติต่อใครอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัว”
“เธอทำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ได้จริง ๆ” จี้หลิ่นคิดว่า ขอแค่เป็นเรื่องดีต่อสหพันธ์และมนุษยชาติ ก็ถือว่ามีความสามารถ
ความสามารถกับคุณธรรมเป็นคนละเรื่องกัน
เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการของซูยวน แต่ก็ไม่ปฏิเสธความสามารถของเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ซูยวนยังไม่ได้ทำอะไรเกินเลย ทว่าคนแบบนี้ เขาต้องคอยจับตาดูด้วยตัวเองถึงจะวางใจ
เมิ่งเต๋อส่งเสียง “โอ้โฮ” ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
“ไอ้หนู แกรู้จักชมคนเป็นแล้วนี่”
“งั้นฉันก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าแกจะเข้ากับเธอไม่ได้ ยัยซูยวนทำอะไรไม่เคยเป็นไปตามขนบ แถมยังประพฤติตัวแปลกแผกอยู่ไม่น้อย แต่มีแกเป็นหัวหน้าหน่วยอยู่ทั้งคน”
