ฉีเยว่ยกยิ้มมุมปาก “ถูกต้อง”
แม่นมจางยืนอยู่ข้าง ๆ ฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวน “ท่านราชบุตรเขย คุณหนูฉีเป็นแขกที่องค์หญิงใหญ่ทรงเชิญมาเพคะ”
“ข้ารู้” ราชบุตรเขยเสิ่นขมวดคิ้วน้อย ๆ สายตายังคงจับจ้องใบหน้าฉีเยว่ เมื่อเห็นนางยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าก็ฉายแววไม่พอใจ “คุณหนูฉีช่างกล้าหาญนัก”
ฉีเยว่พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “ย่อมเป็นเช่นนั้น”
แววตาราชบุตรเขยเสิ่นมืดครึ้ม “คุณหนูฉีพบข้าแล้ว เหตุใดจึงไม่คำนับ?”
ฉีเยว่กล่าวอย่างเฉยชา “ข้าไม่ชอบคำนับผู้ใด”
แม่นมจางสูดหายใจเฮือก
“คุณหนูฉี” ใบหน้าองอาจงามสง่าของราชบุตรเขยเสิ่นแต้มรอยเย้ยหยัน “การมีนิสัยตรงไปตรงมา มิใช่เหตุผลให้เจ้าล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ วาจาและการกระทำของเจ้าในวันนี้ ต่อให้ข้าสั่งคนตบปากเจ้า จวนโหวเจิ้นเป่ยก็ไม่กล้าพูดอะไร”
ฉีเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย “ท่านราชบุตรเขยลองดูก็ได้”
สีหน้าราชบุตรเขยเสิ่นพลันเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าโกรธขึ้นมาจริง ๆ
วันนั้นเสิ่นเซียวบอกเขาว่า บุตรสาวสายตรงที่โหวเจิ้นเป่ยเพิ่งตามตัวกลับมานั้นเป็นคนป่าเถื่อนโหดเหี้ยม ไม่เพียงไม่รู้มารยาท ยังบังอาจยิ่งนักและไม่รู้จักที่ตาย ตอนนั้นเขาไม่เห็นด้วยนัก คิดว่าสตรีที่เติบโตจากชนบทจะกล้าหาญสักเพียงใดกันเชียว?
วันนี้ได้พบด้วยตนเอง จึงรู้ว่าคำพูดของเสิ่นเซียวมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย สตรีผู้นี้ไม่รู้จักที่ตายจริง ๆ
“เจาหมิง” องค์หญิงใหญ่หนิงฮวาพาสาวใช้เดินเข้ามา นางสวมกระโปรงคอไขว้สีแดง ทับด้วยเสื้อคลุมตัวสั้นสีดำ ดูสูงศักดิ์และสุขุม “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
