“เจ้าคือฉีเยว่หรือ?”
บนที่นั่งประธานในโถงหน้า มีฮูหยินชรานางหนึ่งนั่งอยู่ นางสวมอาภรณ์ผ้าต่วนสีแดงเข้ม แขนเสื้อกว้างปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน ลำคอประดับสร้อยลูกปัดปะการังแดง ท่าทางน่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอำนาจ
ฉีเยว่เลิกคิ้ว ในใจคิดว่า นี่ไม่ใช่คำถามไร้สาระหรอกหรือ?
หากนางไม่ใช่ฉีเยว่ แล้วจะถูกตระกูลฉีตามตัวกลับมา และต้องเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าทั้งห้องที่แม้จะเป็นญาติสายเลือดเดียวกัน แต่กลับไม่รู้จักกันได้อย่างไร?
คนแปลกหน้าเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นปรปักษ์กับนางอยู่ไม่น้อย
สีหน้าฮูหยินชราพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย มือที่ประคองถ้วยชากระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองฉีเยว่แฝงแววพินิจพิจารณา
เมื่อครู่เป็นนางพูดหรือ?
แต่เห็นชัดว่านางไม่ได้เอ่ยปาก
“เยว่เอ๋อร์ หลายปีมานี้เจ้าอยู่ข้างนอก ลำบากมามากหรือไม่?” สตรีงามที่นั่งอยู่ข้างกันขมวดคิ้วเอ่ย สีหน้าเปี่ยมความเวทนา “เจ้าคงน้อยใจไม่น้อย ต่อไปมารดาจะชดเชยให้เจ้าเป็นอย่างดี”
ฉีเยว่ปรายตามองนางอย่างเคลือบแคลงในความห่วงใย
บุตรสาวตัวจริงเพิ่งถูกตามกลับมา ส่วนบุตรสาวตัวปลอมยังซบอยู่บนตักนางร้องไห้ นี่เรียกว่าห่วงใยบุตรสาวแท้ ๆ อย่างนั้นหรือ?
เสแสร้ง
“นางจะลำบากอะไรได้?” เสียงเยาะเย้ยดังมาจากทางซ้าย “อย่าทำท่าทางน่าสงสารนักเลย จวนโหวเจิ้นเป่ยไม่ใช่ตลาดสด เมื่อกลับมาแล้วก็ต้องเรียนรู้กฎระเบียบของจวนโหว กิริยางามและคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ความใจกว้างเอื้อเฟื้อคือขอบเขต อย่าทำให้จวนโหวเจิ้นเป่ยต้องอับอาย”
ฉีเยว่ขมวดคิ้ว พลางเหลือบมองไปทางต้นเสียง
บนเก้าอี้มีชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีน้ำเงินสดนั่งอยู่ ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ ดวงตาหยิ่งยโสและดูแคลน แฝงความรังเกียจอยู่หลายส่วน
นี่คือฉีเป่ยเจี๋ย บุตรชายคนรองของตระกูลฉี พี่ชายร่วมสายเลือดคนที่สองของนาง และเป็นบุตรชายคนรองของฉีเหิง โหวเจิ้นเป่ย ทั้งยังเป็นคนเดียวในตระกูลฉีที่ไร้ผลงานสิ้นดี
“มองอะไร? ที่ข้าพูดผิดตรงไหน?” ฉีเป่ยเจี๋ยขมวดคิ้ว น้ำเสียงดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง “แม้ฉีเสวี่ยจะไม่ใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของจวนโหว แต่นางก็เติบโตในจวนโหวเจิ้นเป่ยมาหลายปี มีนิสัยดีงาม ได้รับการอบรมอย่างเหมาะสม เป็นกุลสตรีเลื่องชื่อในเมืองหลวง เจ้าเทียบนางไม่ได้ อย่าคิดหมายแทนที่ตำแหน่งของนาง”
“พี่รอง อย่าพูดเช่นนั้นเลย” หญิงสาวที่ซบอยู่ในอ้อมแขนฮูหยินฉีเงยหน้าขึ้น สีหน้าซีดเซียวอ่อนแอ “พี่หญิงต่างหากที่เป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลฉี ส่วนข้า...ข้าคือคนที่เข้ามายึดรังนกสาลิกา สมควรคืนตำแหน่งให้พี่หญิง เพียงแต่...”
นางก้มหน้า ขอบตาแดงก่ำ น้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ข้าตัดใจจากท่านย่าไม่ได้ จากท่านแม่ไม่ได้ และจากพี่รองก็ไม่ได้เช่นกัน พี่หญิง...พี่หญิงให้ข้าอยู่ต่อได้หรือไม่?”
ฮูหยินฉีเอ่ยด้วยความสงสาร “เสวี่ยเอ๋อร์...”
“เสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องขอร้องนาง” ฉีเป่ยเจี๋ยลุกพรวดขึ้นด้วยโทสะ “จวนโหวเป็นบ้านของเจ้าแต่แรก อยากอยู่ก็อยู่ จะต้องไปขอร้องเด็กสาวบ้านนอกที่ไหนด้วย? นางคู่ควรหรือ?”
ฮูหยินฉีพยักหน้าเบา ๆ “พี่รองเจ้าพูดถูก ที่นี่คือบ้านของเจ้า เจ้าอยู่ต่อได้”
ฉีเสวี่ยก้มหน้า ซ่อนความยินดีในแววตา
ฉีเยว่หรี่ตา 【ยัยโง่】
【คนทั้งบ้านโง่กันหมด!】
【ยัยกากที่ยกอะไรไม่ไหว แบกอะไรก็ไม่ได้ เอาแต่ร้องไห้กระจองอแงแบบนี้ ฉันตบทีเดียวปลิวได้ตั้งหลายคน มองอีกแวบยังเปลืองเวลา】
【จะให้ฉันไปเทียบกับนางเหรอ? ฉันกินอิ่มจนว่างนักหรือไง】
【อีกอย่าง ยังเป็นบุตรสาวขุนนางกบฏด้วย】
【อย่ามาหาเรื่องฉันจะดีที่สุด ถ้ากล้ามายุ่ง ฉันจะผ่านางเป็นสองท่อนแล้วโยนไว้หน้าประตูวัง ให้จวนโหวเจิ้นเป่ยกับนางมอดดับไปพร้อมกัน!】
อะไรนะ?
สีหน้าฮูหยินฉีผู้ชราที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานเปลี่ยนวูบ นางพลันเงยหน้าขึ้น จ้องฉีเยว่เขม็ง “เจ้าพูดว่าอะไร?”
“ท่านแม่?” ฮูหยินฉีมีสีหน้างุนงง หันไปมองนางด้วยความสงสัย
ฉีเป่ยเจี๋ยเองก็มองนางอย่างไม่เข้าใจ “ท่านย่า?”
ฮูหยินชราสบสายตาฉงนของทั้งคู่ หัวใจพลันกระตุกวูบ
พวกเขาไม่ได้ยินหรือ?
เสียงเมื่อครู่นั้น...มีแต่นางคนเดียวที่ได้ยินหรือ?
“มะ...ไม่มีอะไร” สีหน้าฮูหยินชรายังคงสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับยุ่งเหยิงไปหมด
บุตรสาวขุนนางกบฏหรือ?
นางหมายถึงฉีเสวี่ยหรือ?
“คุณชายฉีคิดมากไปแล้ว ข้าไม่สนใจคุณหนูตัวปลอมที่สวมรอยเป็นบุตรสาวตัวจริงหรอก” ฉีเยว่เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชา “นางอย่ามาหาเรื่องข้าจะดีที่สุด มิฉะนั้นข้าจะทำให้นางเสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้”
“เจ้าพูดว่าอะไร?” ฉีเป่ยเจี๋ยหัวเราะเย็นชา “ทำให้เสวี่ยเอ๋อร์เสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้หรือ? ช่างอวดดีเสียจริง! ข้าเตือนเจ้าไว้—”
“หุบปาก!” ฮูหยินชราตบโต๊ะอย่างแรง ตวาดเสียงเกรี้ยว “ฉีเป่ยเจี๋ย นางเป็นน้องสาวของเจ้า ยังมีความเป็นพี่ชายอยู่บ้างหรือไม่?”
“ท่านย่า เห็นชัดว่านาง—”
“ฉีเยว่หายตัวไปสิบห้าปี เพิ่งกลับมาวันแรก เจ้าก็ปฏิบัติต่อนางเช่นนี้ ไม่กลัวว่านางจะเสียใจหรือ?” สีหน้าฮูหยินชราบึ้งตึง น้ำเสียงขุ่นขึ้ง “เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา นางต้องลำบากอยู่ข้างนอกเพียงใด? นางคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลฉี หากไม่ถูกอุ้มสลับตัว คนที่ควรได้เสวยสุขอยู่ในตระกูลฉีมาตลอดสิบห้าปีก็คือนาง”
ฉีเสวี่ยหน้าซีด มือทั้งสองกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แววอาฆาตพาดผ่านดวงตา
คำพูดของท่านย่าหมายความว่าอย่างไร? กำลังตำหนินางที่แย่งฐานะของฉีเยว่อยู่หรือ? แต่เมื่อวานท่านย่าไม่ได้พูดเช่นนี้ชัด ๆ
ฉีเป่ยเจี๋ยขมวดคิ้ว สีหน้าไม่ยอมรับ “ท่านย่า ท่านเป็นอะไรไป? เมื่อวานยังพูดอยู่เลยว่าหลานสาวที่ตามกลับมาจากบ้านนอกไม่เคยเรียนรู้กฎระเบียบ กลับมาก็มีแต่จะทำให้จวนโหวอับอาย หาเรือนสักหลังให้นางอยู่ตามยถากรรมก็พอแล้ว เหตุใดวันนี้ถึง...”
“หุบปาก!” ฮูหยินชราตัดบทอย่างลนลาน ครั้นหันไปมองฉีเยว่ก็เอ่ยอธิบายโดยไม่รู้ตัว “เยว่เอ๋อร์ อย่าคิดมาก ท่านย่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
เสียงสะอื้นดังขึ้นกะทันหัน
ฉีเสวี่ยซุกหน้าในอ้อมแขนฮูหยินฉี ร้องไห้ราวกับใจสลาย “ฮือ ๆ ขอโทษเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเอง ข้าเข้ามายึดรังนกสาลิกา...ท่านแม่ ข้าจะไปเก็บข้าวของแล้วออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้...”
“ใครกล้าไล่เจ้าไป?” สีหน้าฉีเป่ยเจี๋ยพลันมืดครึ้ม “บ้านหลังนี้ยังไม่ถึงคราวให้คนนอกมาตัดสินใจ”
“บังอาจ!” ฮูหยินชราหน้าเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง “ฉีเป่ยเจี๋ย เจ้าว่าใครเป็นคนนอก? ฉีเยว่เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเจ้า!”
“ท่านย่า!” ฉีเป่ยเจี๋ยมีสีหน้าเคียดแค้น “นางก็เป็นคนนอกอยู่แล้ว”
ฮูหยินชรากล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะลงโทษตามกฎตระกูล!”
ฉีเป่ยเจี๋ยกัดฟัน ก่อนจะจำใจหุบปาก
ฮูหยินชราหันไปมองฉีเยว่ “เยว่เอ๋อร์ คำพูดเมื่อครู่ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ฉีเยว่เลิกคิ้ว “คำไหนหรือ?”
ฮูหยินฉีผู้ชราขมวดคิ้ว “ก็คำที่เจ้าพูดเมื่อครู่นั่นแหละ”
“ท่านย่า คำพูดของนางเป็นการข่มขู่พวกเรา” ฉีเป่ยเจี๋ยกล่าวเสียงเย็น มองฉีเยว่ด้วยความรังเกียจ “นางบอกว่าจะทำให้ฉีเสวี่ยเสียใจที่เกิดมาบนโลกนี้ ช่างไม่รู้จักประมาณตน! ฉีเยว่ หากเจ้ากล้าหาเรื่องฉีเสวี่ย ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่กลับมาตระกูลฉีเสียเอง”
“ข้าไม่ได้ถามเจ้า!” ฮูหยินชราโกรธจนถึงขีดสุด น้ำเสียงเย็นเยียบ “ฉีเป่ยเจี๋ย ไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชนเดี๋ยวนี้!”
ฉีเป่ยเจี๋ยเม้มปาก ก่อนจะหุบปากอย่างขุ่นเคือง
ฉีเยว่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ คิ้วขมวดเล็กน้อย นิ้วมือขาวผ่องเคาะที่วางแขนอย่างหงุดหงิด 【เป็นยัยโง่จริง ๆ ไม่มีสมองสักนิด】
【ดูท่าการกลับมาจวนโหวเจิ้นเป่ยจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดโดยแท้】
【โหวเจิ้นเป่ยมีคุณความชอบสูงจนเป็นที่หวาดระแวงของฮ่องเต้อยู่แล้ว หากฮ่องเต้ทรงรู้ว่าตระกูลฉียังเลี้ยงบุตรสาวขุนนางกบฏเอาไว้ เกรงว่าพวกเขาคงไม่ได้เห็นตะวันของวันรุ่งขึ้น】
【ช่างเถอะ ขี้เกียจพูดกับพวกโง่แล้ว】
【พวกเขาจะอยู่หรือตาย แล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน?】
ถ้อยคำแต่ละประโยคแทรกผ่านเข้าสู่โสตประสาทของฮูหยินชรา นางได้ยินแล้วหัวใจสั่นสะท้าน มือกำลูกประคำที่ข้อมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนมองฉีเยว่ด้วยความตื่นตะลึง
นางไม่ได้ฟังผิด ฉีเยว่พูดจริง ๆ ว่าฉีเสวี่ยเป็นบุตรสาวขุนนางกบฏ
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เหตุใดฉีเสวี่ยจึงเป็นบุตรสาวขุนนางกบฏได้?
