เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
“พี่หญิง?” ฉีเสวี่ยนั่งอยู่ข้างกายนาง เอ่ยเสียงเบา “ท่าน...ท่านจะลงมือตีคนตามใจชอบได้อย่างไร?”
ฉีเยว่กล่าวเรียบๆ “เจ้าเองก็อยากถูกตีหรือ?”
สีหน้าฉีเสวี่ยเปลี่ยนไป นางเม้มปากแน่น พลันไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
“ก่อนตระกูลเสิ่นจะถูกยึดทรัพย์ ข้ายังกล้าตีเสิ่นเซียวได้ แล้วตระกูลเว่ยของเจ้านับเป็นอะไร?” ฉีเยว่เอียงหน้ามองเว่ยอวิ๋น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ “เจ้าสูงส่งกว่าเสิ่นเซียวหรือ?”
เว่ยอวิ๋นเดือดดาล “เจ้า...”
แววเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้าฉีเยว่ “ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลที่ตกต่ำมานานแล้ว ยังกล้ามาวางอำนาจต่อหน้าจวนโหวเจิ้นเป่ยอีกหรือ”
ก็แค่เว่ยหานสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวาเมื่อสี่ปีก่อน แล้วถูกองค์รัชทายาทเรียกไปเป็นบัณฑิตประจำตำหนักบูรพา ตระกูลเว่ยก็คิดว่าคนทั้งบ้านจะพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วยหรือไร?
สีหน้าเว่ยอวิ๋นแข็งค้าง ราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดลงมาจากศีรษะจนหนาวสะท้านไปทั้งกาย อำนาจที่เคยแผ่ซ่านพลันอ่อนลงทันที
นางมองซ้ายทีขวาที แล้วพบว่าสตรีทุกคนในที่นี้ล้วนมีชาติตระกูลดีกว่านาง ในบรรดานั้นจวนโหวเจิ้นเป่ยมีอำนาจมากที่สุด รองจากราชวงศ์เท่านั้น
