หลังองค์หญิงใหญ่เสด็จจากไป องค์รัชทายาทยังคงรออยู่ด้านนอกอีกครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นเสด็จพ่อมีรับสั่งเรียกเข้าเฝ้า
ในใจเขากระวนกระวาย ทั้งกังวลว่าหลักฐานความผิดที่ยึดได้จากจวนเสนาบดีเสิ่นจะพัวพันถึงตน อีกทั้งยังคิดว่าเมื่อใดที่ตระกูลเสิ่นถูกเอาผิด ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาย่อมสั่นคลอนอย่างหนัก ต่อให้เสด็จพ่อยังไม่เอาความในยามนี้ เหล่าองค์ชายพระองค์อื่นก็ไม่มีทางปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ
พวกเขาต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาความผิดของเขา แล้วฉุดเขาลงจากตำแหน่งองค์รัชทายาท
สิ่งที่เซียวเฉิงเจ๋อกังวลที่สุดคือเขากับตระกูลเสิ่นมีผลประโยชน์ร่วมกัน หลายเรื่องเขาไม่สะดวกออกหน้า จึงให้เสนาบดีเสิ่นเป็นผู้จัดการแทน เสด็จพ่อเฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น ย่อมมองออก ต่อให้ไม่ตรัสออกมา แต่ในพระทัยคงไม่พอพระทัยเขาอยู่บ้าง
ยิ่งเสด็จพ่อทรงนิ่งเงียบนานเท่าใด เรื่องราวก็ยิ่งแปรผันได้มากเท่านั้น
หากเวลานี้ทรงเรียกเขาเข้าไปแล้วก่นด่าอย่างหนัก เขากลับจะไม่กังวลมากนัก
ทว่าไม่มี
เซียวเฉิงเจ๋อยืนรออยู่ด้านนอกเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกมาบอกเขาสักคำ เขามองประตูตำหนักฉงเจิ้งที่เปิดกว้าง ทั้งสองข้างประตูมีขันทียืนอยู่ข้างละสองคน รวมถึงองครักษ์ที่เข้าเวร
นอกจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
แววตาเขาหม่นลง ก่อนจะทำได้เพียงหันหลังจากไป
เขาควรไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ ให้เสด็จแม่ช่วยคิดหาทาง
……
ฮองเฮาสวี่ในรัชกาลนี้มีชาติกำเนิดจากตระกูลขุนศึก
ในปีที่ยี่สิบแห่งรัชสมัยจักรพรรดิองค์ก่อน กองกำลังแคว้นเป่ยหรงยังไม่แข็งแกร่งนัก แม่ทัพเจิ้นเป่ย สวี่อวิ๋นเฟิง ประจำรักษาชายแดนอยู่พอดีกับที่อ๋องหนานเจียง เซียวเหยี่ยนมีความทะเยอทะยาน คิดแบ่งแยกแคว้นต้าโจว กองทัพหลวงรับพระบัญชาไปปราบกบฏ แต่กลับพ่ายแพ้ถึงสองครั้ง
จักรพรรดิองค์ก่อนไม่มีทางเลือก จึงเรียกสวี่อวิ๋นเฟิงกลับจากชายแดน แต่งตั้งเขาเป็นอ๋องผิงหนาน แล้วมีบัญชาให้ยกทัพไปปราบหนานเจียงและฟื้นฟูเอกภาพของแคว้นต้าโจว
