“พ่อ ไปซื้อกับข้าวกับหนูหน่อยสิ วันนี้ให้แม่หยุดพัก ส่วนมื้อเย็นหนูทำเอง” ตอนจู้หรูอี้พูดเช่นนี้ จู้เจิ้นหัวนั่งอยู่บนโซฟา หันหน้าไปทางเธอ
“พ่อไม่ไปหรอก” เขาโบกมือ “ลูกไปซื้อคนเดียว เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว พาพ่อไปด้วยจะยิ่งไม่สะดวก”
“ไม่สะดวกตรงไหนคะ” จู้หรูอี้ลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังเขา วางมือทั้งสองข้างบนไหล่แล้วเขย่าเบา ๆ “ก็แค่อยากเดินเล่นกับพ่อไงคะ พ่อคะ พ่อที่แสนดี”
ไหล่ของจู้เจิ้นหัวผอมจนกระดูกนูนจนรู้สึกได้เมื่อสัมผัส แต่พอเธอเขย่า เขาก็ยังหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นทั้งอับจนหนทางและแฝงความสุขอยู่เล็กน้อย
“งั้นไปไหม”
“ไปค่ะ!”
หันอวิ๋นโผล่หน้าออกมาจากห้อง “เจิ้นหัว ไปกับหรูอี้เถอะ ออกไปเดินเล่นบ้าง อยู่แต่ในบ้านทุกวันจนหน้าซีดหมดแล้ว”
จู้เจิ้นหัวลุกจากโซฟา มือคลำที่วางแขนโซฟาก่อนเพื่อยืนยันตำแหน่ง แล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น ผิวของเขาขาวจริง ๆ เพราะไม่ได้เจอแสงแดดมานานหลายปี ขาวจนดูโปร่งแสงอยู่บ้าง แว่นกันแดดอยู่ในกระเป๋ากางเกง เขาคลำหาแล้วสวมมัน
“ใส่แว่นกันแดดเรียบร้อยหรือยังคะ” จู้หรูอี้ขยับเข้าไปดู
“เรียบร้อยแล้ว”
“งั้นไปกันค่ะ! มา พ่อเดินทางนี้นะ จับราวไว้ แล้วเดินตามจังหวะหนู”
จู้เจิ้นหัวเอื้อมมือจับราวบันได “ฮะ ๆ พ่อเดินบันไดนี้มามากว่ายี่สิบปีแล้ว มีกี่ขั้นพ่อรู้ดีกว่าลูกอีก เมื่อก่อนตอนกลางคืนไม่มีไฟถนน ก็เหมือนตอนนี้แหละ หลับตาเดินพ่อยังคล่องเลย”
“หนูรู้ค่ะ ถึงหนูจะเดินไม่มากเท่าพ่อ แต่ไม่มีไฟหนูก็เดินได้คล่องเหมือนกัน”
ตอนลงมาถึงชั้นล่างก็เพิ่งเลยบ่ายสามมาไม่นาน แดดยังแรงจัด จู้เจิ้นหัวขมวดคิ้ว เปลือกตาที่อยู่หลังแว่นกันแดดก็ขยับย่นตาม แสงจ้าทำให้เขาเวียนหัวได้ นี่เป็นอาการที่เพิ่มขึ้นหลังจอประสาทตาเกิดความผิดปกติ
“พ่อ เราไปตลาดใหญ่กันนะคะ ปีที่แล้วเขาปรับปรุงใหม่ ทำที่จอดรถแล้วก็ติดตั้งลิฟต์ด้วย” จู้หรูอี้พาเขาเดินไปทางประตูทางเข้าหมู่บ้าน พร้อมชะลอฝีเท้าให้ช้ามาก แทบจะเดินหนึ่งก้าวหยุดหนึ่งครั้ง
“ตลาดเดิมก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ดีตรงไหนคะ พื้นมีแต่น้ำ แถมหน้าร้อนยังมีกลิ่นอับ ตอนนี้สะอาดขึ้นเยอะเลย”
ตอนเดินผ่านร้านขายของชำเล็ก ๆ เจ้าของร้านกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่หน้าพัดลม พอเห็นจู้เจิ้นหัวก็ทักขึ้น “อาจารย์จู้ ออกไปข้างนอกหรือคะ”
จู้เจิ้นหัวเอียงศีรษะไปทางต้นเสียง
“อ้อ เถ้าแก่เนี้ย ออกมาเดินเล่นน่ะ”
“อาจารย์จู้ หายหน้าไปหลายวันเลยนะคะ ดูสีหน้าสดใสดีเชียว”
“ก็พอไหว ๆ”
จู้เจิ้นหัวเป็นครู เด็กหลายคนในหมู่บ้านเคยเรียนกับเขา ก่อนจะมีโปรแกรมปัญหาช่วยเรียนและโปรแกรมลิงน้อยที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจการบ้าน เด็ก ๆ มักมาที่บ้านเขาตอนกลางคืนเพื่อถามปัญหาอยู่บ่อย ๆ
จู้หรูอี้ยิ้มให้เจ้าของร้าน ก่อนจะคล้องแขนพาพ่อเดินผ่านไป
จากหมู่บ้านไปตลาดใหญ่ใช้เวลาเดินแค่สิบนาทีเศษ ตลอดทางจู้หรูอี้คุยกับจู้เจิ้นหัวไม่หยุด แทบไม่เว้นแม้แต่เรื่องมดสักตัว
“ก่อนพายุไต้ฝุ่นจะมาเมื่อช่วงก่อน กิ่งไม้ใหญ่ริมถนนถูกตัดไปหมดเลย ไม่มีร่มเงาบังแล้ว”
“เทียบกับร่มเงาแล้ว ความปลอดภัยของคนเดินถนนสำคัญกว่า เกิดกิ่งหักแล้วตกใส่คนขึ้นมาจะยุ่งเอา”
“ก็จริงค่ะ ยังไงต้นไม้ใหญ่พวกนี้ก็โตเร็วอยู่แล้ว”
“ฤดูใบไม้ผลิผลิใบ ฤดูร้อนเติบโต ฮะ ๆ ตอนลูกอยู่ช่วงวัยรุ่น พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็ไม่สูงขึ้นสักที แม่ลูกกังวลจนจะพาไปชิงชานเพื่อตรวจอาการตัวเตี้ยแล้ว ใครจะคิดว่าพอพ้นช่วงหน้าร้อนที่ร้อนที่สุดไป ส่วนสูงลูกก็พุ่งขึ้นมาเลย”
“พ่อทายสิคะว่าถนนเส้นนี้มีร้านขายผลไม้อยู่กี่ร้าน”
“อย่างน้อยก็ห้าหกร้านมั้ง”
“ฮ่า ๆ เก่งจังเลยค่ะ มีห้าร้าน!”
“เมื่อหลายปีก่อนตอนสวนผลไม้ไป่กั่วหยวนเปิดใหม่ แม่ลูกไปต่อแถวซื้อกีวี กลับมาเล่าว่า ‘มีคนถามเจ้าของร้านว่า ร้านขายผลไม้มีตั้งเยอะแล้วยังเปิดร้านใหม่อีก จะทำกำไรได้เหรอ’”
“ฮ่า ๆ แล้วเจ้าของร้านตอบว่าอะไรคะ”
“เจ้าของร้านบอกว่า สมัยนี้คนยอมจ่ายเงินซื้อผลไม้มากกว่าซื้อข้าวกินอีก”
“อืม จริงค่ะ ทุเรียนลูกหนึ่งตั้งร้อยสองร้อย ซื้อกันเหมือนไม่ต้องจ่ายเงินเลย”
“กินผลไม้มากเกินไปก็ไม่ดี รับฟรุกโตสมากเกินไป น้ำตาลในเลือดก็สูงขึ้น ครั้งก่อนไปตรวจติดตามผล มีหญิงสาวคนหนึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค ปกติเธอกินผลไม้แทนข้าวเลย”
“โชคดีที่หนูไม่ค่อยชอบกินผลไม้” จู้หรูอี้พูดพลางหัวเราะ
“หรูอี้ ตอนนี้ลูกยังสาว ต้องใส่ใจให้มากนะ” จู้เจิ้นหัวทำท่าคล้ายอยากพูดแต่ก็ลังเล
ทั้งคู่เดินต่อไป พอเลี้ยวหัวมุม จู้เจิ้นหัวก็ชะลอฝีเท้าลง ถนนเส้นนี้เพิ่งสร้างใหม่ เขาไม่ค่อยได้เดินมา จึงต้องใช้ปลายเท้าลองสัมผัสพื้นก่อน เขาไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรที่ไม่คุ้นเคยโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหันหรือไม่
“พ่อ ทางเท้าเส้นนี้เพิ่งปูใหม่ พื้นเรียบหมดเลยนะคะ ถ้ามีขั้นบันไดหนูจะบอก” จู้หรูอี้พูด
จู้เจิ้นหัวกระทืบเท้าลงกับพื้น “ฮะ ๆ พ่อแค่รู้สึกว่าพื้นถนนให้สัมผัสไม่เหมือนเดิม”
