เมื่อกลับถึงบ้าน ผมก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องเลวร้ายที่แม่ม่ายหลี่เคยทำร้ายคนในอดีตด้วย
พ่อฟังจนเปลือกตากระตุก “แม่ม่ายหลี่ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“แม่ม่ายหลี่หนีไปแล้ว วันหน้าถ้าเจอนางอีก ห้ามปล่อยให้รอดเด็ดขาด!” ฉีเหล่าเกินหน้าเขียวคล้ำ กล่าวด้วยความเคียดแค้น
พ่อถอนหายใจเสียงหนัก “คิดไม่ถึงจริง ๆ ปกติเห็นแม่ม่ายหลี่อ่อนแอว่าง่ายแท้ ๆ ที่ไหนได้กลับเป็นฆาตกรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง”
“คนของโรงช่างเทพ ไม่มีใครเป็นคนดีสักคน!” ฉีเหล่าเกินถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋า จุดไฟสูบ ควันลอยอ้อยอิ่งขึ้นมา
โรงช่างเทพงั้นหรือ?
ฉีเหล่าเกินเอ่ยถึงโรงช่างเทพอีกแล้ว
ผมอดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถามฉีเหล่าเกินว่าโรงช่างเทพเป็นองค์กรแบบไหนกันแน่
ฉีเหล่าเกินคาบบุหรี่ไว้ หรี่ตาลงเล็กน้อย “เป็นองค์กรลึกลับในยุทธภพ รวบรวมช่างฝีมือจากทุกแขนง ทั้งช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทำหุ่นกระดาษ มีช่างฝีมือจากคนทุกชนชั้น คนพวกนี้อวดอ้างว่าตนเป็นช่างเทพ แต่กลับไม่เดินบนทางที่ถูกต้อง เอาแต่ศึกษาวิชานอกรีต ทำแต่เรื่องชั่วช้าผิดศีลธรรม บางคนเห็นแก่เงินจนกล้าเสี่ยง บางคนหมกมุ่นในวิชาอาถรรพ์จนก่อเรื่องตามอำเภอใจ เพียงเพื่อความปรารถนาส่วนตัว พวกมันทำเรื่องเลวร้ายได้ทุกอย่าง ต่อไปถ้าออกไปท่องยุทธภพแล้วเจอคนของโรงช่างเทพ อย่าได้ใจอ่อนเด็ดขาด!”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงพลันต่ำลง สีหน้าเย็นชาขึ้นเรื่อย ๆ “คนที่ก่อตั้งโรงช่างเทพในตอนนั้น คือศิษย์พี่ร่วมสำนักของข้า หลู่ต้าลี่!”
“ศิษย์พี่ร่วมสำนักของคุณงั้นหรือ?” ผมเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อ
