“ใครอยู่ข้างนอก? ไสหัวออกมา!”
บ่ายวันหนึ่งตอนอายุ 8 ขวบ ผมกำลูกแพร์ป่าที่เพิ่งเด็ดมาครึ่งกำมือ หลบอยู่หลังประตูผุพังของอารามไป๋อวิ๋น ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว
เสียงตวาดหยาบกระด้างของชายคนหนึ่งดังมาจากในอาราม ตามมาด้วยเสียงอุทานแผ่วเบาของหญิงสาว
ผมเม้มปากแน่น กลั้นหายใจ แล้วมองลอดช่องประตูเข้าไป ชายที่เปลือยท่อนบนเดินออกมาจากอารามคนนั้น ที่แท้คือหวังจงเฉวียน เลขาธิการหมู่บ้าน
เขาคาดเข็มขัดกางเกงแล้วรีบร้อนเดินออกมา สีหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
ผมตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ หันหลังวิ่งทันที ลูกแพร์ป่าที่กำอยู่ร่วงกระจายเต็มพื้น แต่ผมไม่มีเวลาสนใจ เก็บชายเสื้อแล้ววิ่งพรวดลงจากเขาไป
“บัดซบ! ไอ้เด็กเหลือขอจากบ้านเฉินปิน!”
เสียงหวังจงเฉวียนตะโกนด่าด้วยความโมโหดังมาจากข้างหลัง พร้อมเสียงหญิงสาวรีบร้อนสวมเสื้อผ้ากุกกัก
ผมเห็นชัดเต็มตา หญิงคนนั้นคือแม่ม่ายหลี่ ผู้เลื่องลือเรื่องความซื่อสัตย์ต่อสามีในหมู่บ้าน
แม่ม่ายหลี่คนที่ยืนอยู่ใต้ซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้านทุกวัน แล้วบอกใครต่อใครว่า “จะรักษาความบริสุทธิ์เพื่อสามีไปตลอดชีวิต” นั่นแหละ
……
ผมชื่อเฉินเยี่ย เกิดช่วงต้นทศวรรษ 1980 ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาทางตะวันตกเฉียงใต้
หมู่บ้านตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน มีถนนดินเหลืองขรุขระสายหนึ่งคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มุ่งลึกเข้าไปในทะเลหมอก จึงได้ชื่อว่าหมู่บ้านไป๋อวิ๋น
ในช่วงหลายปีนั้น ทั่วประเทศกำลังรณรงค์นโยบายวางแผนครอบครัวอย่างเอาจริงเอาจัง กำแพงดินในหมู่บ้านถูกทาด้วยคำขวัญสีขาวแสบตา ใครก็ตามที่ถูกจับได้ว่ามีลูกเกินกำหนด ปศุสัตว์ก็จะถูกยึด ยุ้งฉางถูกกวาดจนเกลี้ยง แม้แต่กรอบประตูบ้านดินก็ยังถูกรื้อไปได้
ผมมีพี่สาวอยู่ก่อนแล้ว ตามนโยบายในตอนนั้น ผมจึงเป็นเด็กที่เกิดเกินโควตาอย่างชัดเจน แม่เพิ่งตั้งท้องผมได้ไม่นาน คณะกรรมการหมู่บ้านก็รู้ข่าวเข้า คืนวันที่เรื่องแพร่สะพัด พ่อไม่มีเวลาเก็บข้าวของอะไรทั้งนั้น เขารีบห่อผ้าห่มนวมเก่า ๆ แล้วแบกมัน พร้อมมันเทศที่เหลืออยู่ในบ้านครึ่งกระสอบ อาศัยความมืดพาแม่ที่ตั้งท้องแก่กับพี่สาวตัวเล็ก ๆ มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก
ใจกลางป่าลึกแทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ สถานที่เดียวที่พอใช้หลบลมฝนได้ คืออารามไป๋อวิ๋น ซึ่งชาวบ้านทั้งหมู่บ้านถือว่าเป็นเขตต้องห้าม
อารามไป๋อวิ๋นเคยมีผู้คนมาสักการะคึกคัก แต่ในยุคแห่งความวุ่นวายครั้งหนึ่ง มันถูกทุบทำลายจนพังยับเยิน กระถางธูปล้มคว่ำ กำแพงลานพังทลาย ว่ากันว่าครั้งนั้นมีคนตายด้วย ต่อมาทางการส่งคนมาปิดอารามอย่างถาวร นานวันเข้า หญ้ารกก็คลุมขั้นบันได เถาวัลย์เลื้อยพันประตูวิหาร อารามไป๋อวิ๋นจึงกลายเป็นเขตต้องห้ามที่ชาวบ้านเอ่ยถึงทีไรก็หวาดผวา
เพราะเป็นเขตต้องห้าม ปกติจึงไม่มีใครมาที่นี่ ผมจะไปคิดได้อย่างไรว่าจะบังเอิญมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า
ผมไม่กล้าหันกลับไป มุ่งหน้าวิ่งลงเขารวดเดียวจนถึงบ้าน
เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ผมไม่กล้าบอกคนในบ้านแม้แต่คำเดียว ข้อแรก ผมแอบไปอารามไป๋อวิ๋นเอง เป็นการละเมิดข้อห้ามของหมู่บ้านและไม่เชื่อฟังคำผู้ใหญ่ คงหนีไม่พ้นถูกลงโทษอย่างหนัก ข้อสอง พระเอกของเรื่องวันนี้คือเลขาธิการหวังของหมู่บ้าน ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป เขาต้องไม่ปล่อยผมไว้แน่ แถมครอบครัวเราทั้งบ้านอาจพลอยเดือดร้อนไปด้วย
แม่เรียกผมไปกินมื้อเย็น แต่ผมไม่มีแก่ใจจะกิน อ้างว่าไม่สบายแล้วขังตัวเองไว้ในห้องนอน รีบมุดเข้าผ้าห่มตั้งแต่หัวค่ำ
ทั้งที่รู้สึกง่วงมาก แต่กลับพลิกตัวไปมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ พอหลับตาลง ภาพหวังจงเฉวียนกับแม่ม่ายหลี่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันก็ผุดขึ้นมาในหัว
ผมหลับ ๆ ตื่น ๆ ไปจนถึงกลางดึก จู่ ๆ ก็รู้สึกหนาวไปทั้งตัว ราวกับตกลงไปในห้องน้ำแข็ง แขนขาแข็งทื่อชาไร้ความรู้สึก เหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นมัดร่างไว้ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทำได้เพียงแหงนหน้าจ้องคานห้องเขม็ง
วินาทีถัดมา ผมเห็นเลือนรางว่ามีงูตัวเล็ก ๆ ปรากฏอยู่บนคาน ความหนาวเย็นในร่างยิ่งทวีขึ้น
งูตัวนั้นหนาประมาณตะเกียบ ลำตัวดำสนิท ดวงตาทั้งสองข้างเรืองแสงสีเขียววังเวง
มันเลื้อยไปตามคาน ตรงมาจนถึงข้างหมอนของผม
ผมกลัวจนแทบเสียสติ กำลังจะอ้าปากร้องเรียกคน งูตัวเล็กนั่นก็พุ่งฉิวเข้ามาในปากผม!
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แล่นมาจากโคนลิ้น ไม่ใช่ความเจ็บธรรมดา แต่มันเหมือนทะลุออกมาจากเนื้อลิ้น จากส่วนลึกในจิตวิญญาณของผม
ผมเลื่อนลอยจนฟ้าสาง แล้วก็พบด้วยความตื่นตระหนกว่าตัวเองพูดไม่ได้
เพียงชั่วข้ามคืน ผมกลายเป็นใบ้
ผมตกใจจนร้องไห้ น้ำมูกน้ำตาไหลพราก แต่ไม่ว่าจะพยายามออกเสียงแค่ไหน ต่อให้หน้าแดงก่ำจนเลือดแทบขึ้นหัว ในลำคอก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ราวกับมีตะปูตอกลิ้นผมไว้แน่นอยู่ในปาก
รุ่งเช้าวันถัดมา แม่เข้ามาปลุกผม พอเห็นอาการผิดปกติก็รีบถามว่าเป็นอะไร
ผมชี้ปาก พลางทำท่าทางอย่างสิ้นหวัง แต่พูดอะไรไม่ได้สักคำ ในปากทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้
“ลูกเอ๊ย ลูกเป็นอะไรไป?”
แม่ตกใจมาก รีบไปเรียกพ่อที่กำลังทำงานอยู่ในนาให้กลับมา
พ่อเห็นสภาพผมก็ร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว รีบเชิญหมอพื้นบ้านในหมู่บ้านมาตรวจ
หมอพื้นบ้านจับชีพจรแล้วก็วินิจฉัยอะไรไม่ได้ บอกเพียงว่าผมอาจมีไฟในกายกำเริบ ความร้อนพิษรุกรานร่างกาย จึงจัดยาสมุนไพรขับพิษลดไข้มาให้ 2 เทียบ
กินยาจีนติดต่อกัน 3 วัน อาการของผมก็ไม่ดีขึ้นเลย พ่อกับแม่ร้อนใจมาก เตรียมพาผมไปตรวจที่โรงพยาบาลในเมือง แต่ตอนนั้นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี การรักษาในเมืองต้องใช้เงินไม่น้อย พ่อจึงต้องฝืนใจไปหยิบยืมเงินจากญาติมิตรหลายแห่ง คืนนั้นเขาพาผมข้ามเขาเข้าเมืองไปหาหมอ
โรงพยาบาลตรวจผมทุกอย่าง ผลตรวจทุกด้านปกติ แต่ผมกลับพูดไม่ได้ กลายเป็นคนใบ้ แม้แต่หมอก็จนปัญญา
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ผมที่เคยร่าเริง ซุกซน ช่างพูดช่างหัวเราะ ก็กลายเป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว ขี้อายและขลาดกลัว ตั้งแต่นั้นมาก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้าน
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน บ้างก็ว่าผมดวงชะตาอ่อน ไปเจอสิ่งอัปมงคลในป่าเข้า บ้างก็หัวเราะเยาะว่าผมตะกละ กินของป่ามั่วซั่วจนพิษทำให้เป็นใบ้ ยังมีคนปล่อยข่าวว่าตระกูลเฉินทำเรื่องชั่วร้าย จึงมีเคราะห์กรรมตกมาถึงผม
เด็กเวรบางคนในหมู่บ้านยังตั้งฉายาให้ผม เรียกผมว่า “เฉินใบ้”
พ่อกับแม่ร้องไห้ทุกวัน เดิมทีพวกเขาเสี่ยงถูกจับเพราะมีลูกเกินกำหนด ฝืนใจให้กำเนิดผมมา ทั้งครอบครัวฝากความหวังไว้กับผมมาก แต่เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างผมกลับกลายเป็นใบ้ เรื่องนี้เป็นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ สำหรับครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้ว พูดไม่ได้ เรียนหนังสือไม่ได้ โตขึ้นมาก็คงหาภรรยาไม่ได้ด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสืบสกุลให้ตระกูลเฉิน
ผมนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง นอนไม่หลับ
แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา คานห้องดำมืดสนิท
ในคืนอันเงียบงัน ผมเบิกตากว้างเพ่งมองอยู่นาน บนคานไม่มีอะไรเลย
งูตัวเล็กตัวนั้นหายไปแล้ว
ทำไมมันถึงเลื้อยเข้าปากผม แล้วผมก็กลายเป็นใบ้?
ผมขบคิดเรื่องนี้อยู่นานถึง 10 ปี
กระทั่ง 10 ปีต่อมา ครอบครัวเรารื้อบ้านสร้างหลังใหม่ ช่างไม้จางในหมู่บ้านงัดกระเบื้องสีเขียวแผ่นหนึ่งบนหลังคาห้องนอนผมออก สีหน้าของเขาก็ซีดเผือดในพริบตา
บนคานห้องนอนมีงูตายตัวหนึ่งถูกตอกติดอยู่
ลำตัวดำสนิท หนาประมาณตะเกียบ เหมือนกับงูตัวเล็กที่เลื้อยลงมาจากคานในปีที่ผมอายุ 8 ขวบไม่มีผิด!
