สิ่งแรกที่ทำหลังลงจากเขา คือกลับไปยังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นที่จากมานานถึงสามปี
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ ตลอดสามปีที่ผ่านมา หมู่บ้านไป๋อวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะถนนดินเหลืองที่คดเคี้ยวเลียบไหล่เขา บัดนี้กลับกลายเป็นถนนลาดยางใหม่เอี่ยม
อย่างที่เขาว่ากัน อยากร่ำรวยต้องสร้างถนนก่อน
เมื่อถนนสร้างเสร็จ การเดินทางก็สะดวกขึ้น สินค้าจากภายนอกเข้ามาได้ ผลผลิตทางการเกษตรกับของป่าจากบนเขาก็ขนออกไปขายได้ ชีวิตของชาวบ้านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายครอบครัวในหมู่บ้านได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง
ผมสอบถามชาวบ้านที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน ทุกคนต่างชื่นชมว่า ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้ เป็นเพราะผลงานของเลขาพรรคเฉินทั้งนั้น
พอถามต่อ ผมก็พบว่า “เลขาพรรคเฉิน” ที่ชาวบ้านพูดถึงนั้น ที่แท้ก็คือพ่อของผม เฉินปิน
ไม่เลวเลย ไม่ได้เจอกันสามปี พ่อกลับได้เป็นเลขาพรรคประจำหมู่บ้านเสียแล้ว
ผมแวะซื้อเนื้อตุ๋นจากร้านเล็ก ๆ ตรงปากทางหมู่บ้าน หิ้วเหล้าขาวมาสองขวด แล้วรีบร้อนกลับบ้านอย่างตื่นเต้น
“พ่อ แม่ ผมกลับมาแล้ว!”
ผมยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ตะโกนเสียงห้าวลั่น
เมื่อสามปีก่อน บ้านเก่าก็ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว เพื่อเตรียมงานแต่งของพี่สาว
ผมยืนอยู่หน้าประตู มองอิฐทุกก้อนและกระเบื้องทุกแผ่นที่คุ้นเคย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึก บ้านยังเหมือนเดิมทุกอย่าง สะอาดสะอ้าน เรียบง่ายไม่ปรุงแต่ง
แม่ได้ยินเสียงผมก็วิ่งออกมาจากห้องด้านในก่อน พอเห็นผมก็แทบไม่อยากเชื่อสายตา
ผมกางแขนเดินเข้าไปหา แล้วกอดแม่เบา ๆ ทันใดนั้นดวงตาของแม่ก็แดงก่ำ เสียงสะอื้นจนแทบพูดไม่ชัด “ลูกเอ๋ย ลำบากมามากเลยนะ!”
แม่เป็นหญิงชาวชนบท ไม่ค่อยพูดจาแสดงความรู้สึกมากนัก แต่คำว่า “ลำบากมามากเลยนะ” ประโยคเดียวก็มีความหมายยิ่งกว่าคำพูดนับพัน
