ขวดเหล้าแก้วหยุดนิ่งอยู่บนโต๊ะกลาง
แสงเลเซอร์สีแดงสลับน้ำเงินสะท้อนบนขวด จนแสบตา
กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนจัดราวกับหนวดที่มองไม่เห็น เลื้อยตามลมเย็นเข้าไปในจมูกของหลินเสวี่ย
หลินเสวี่ยจ้องขวดเหล้าขวดนั้น
อายไลเนอร์ที่บรรจงเขียนไว้บิดเบี้ยวเล็กน้อย เพราะกล้ามเนื้อหางตากระตุก
ความหยิ่งผยองและท่าทีเหนือใครบนใบหน้า ราวกับเครื่องเคลือบที่ถูกค้อนทุบจนแตกละเอียดกระจายเกลื่อนพื้น
แวดวงที่เธอภาคภูมิใจนักหนา ความมั่นใจที่ใช้เหยียบย่ำคนอื่น
ต่อหน้าความแข็งแกร่งอันเด็ดขาด มันก็เป็นแค่เรื่องตลก
ลูกคนรวยไม่กี่คนที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงโห่ฮา ตอนนี้หดตัวอยู่ตรงปลายโซฟาอีกฝั่งราวกับนกกระทา
ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเธอกันเหล้า
ริมฝีปากของหลินเสวี่ยสั่นระริก ลิปสติกที่ทาไว้อย่างประณีตก็ยังปกปิดความซีดเผือดไม่ได้
เธอยื่นมือสั่น ๆ ออกไปแตะคอขวดแก้วใส
ปลายนิ้วเพิ่งสัมผัสแก้วเย็นเฉียบก็ชักกลับราวกับถูกไฟช็อต
เธอดื่มไม่ไหว
แค่ครึ่งขวดก็อาจทำให้เธอเมาแอลกอฮอล์จนตายในห้องส่วนตัวที่อบอวลไปด้วยน้ำหอมราคาถูกแห่งนี้
“ฉัน...” เสียงของหลินเสวี่ยแหบแห้ง
ในลำคอราวกับมีก้อนสำลีอุดอยู่ จนเปล่งเสียงออกมาเป็นคำไม่ได้
เธออยากขอร้องให้ไว้ชีวิต แต่ศักดิ์ศรีอันหยิ่งทะนงเหมือนเสี้ยนตำคอ กลืนก็ไม่ลง คายก็ไม่ออก
ฉู่หยวนไม่ได้เร่งเร้า
เขาพิงโซฟา นั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสบาย ๆ
สายตาสงบนิ่งจับจ้องเธอ
ราวกับนายพรานกำลังมองกระต่ายที่ตกหลุมพรางและยังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์
