“เพล้ง”
เสียงถ้วยชาลายครามแตกดังขึ้น กลางอัฒจันทร์ที่เงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก ยิ่งฟังดูสะดุดหูเป็นพิเศษ
น้ำชาร้อนจัดไหลหยดจากขอบผ้าปูโต๊ะกำมะหยี่สีแดง
กระเซ็นเปื้อนกางเกงทหารสีเขียวเข้มที่รีดจนเรียบกริบของพลตรีหลินตงเยว่ ทิ้งคราบน้ำสีคล้ำเป็นวงกว้าง
แต่หลินตงเยว่กลับไม่รู้สึกตัวเลย
เขายังคงอยู่ในท่ายกถ้วยชา นั่งแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้
ข้อนิ้วหยาบกร้านเกร็งแน่น
เหงื่อเย็นไหลจากขมับที่มีผมหงอกแซมลงมา เข้าตาจนแสบเคือง
เขาไม่กล้ากะพริบตา
สายตาจับจ้องอยู่ที่นักศึกษาใหม่ซึ่งเป็นหัวแถว กำลังเดินสวนสนามผ่านด้านล่างของอัฒจันทร์
เมื่อครู่นี้เอง
ฉู่หยวนเดินผ่านจุดกึ่งกลางเขตตรวจแถว
เขาไม่ได้หันศีรษะทำความเคารพตามระเบียบ
เพียงยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย
สายตาทะลุผ่านอากาศที่คั่นอยู่สิบกว่าเมตร
ดวงตาคู่นั้นเป็นเช่นไรกันแน่
ไม่มีความมีชีวิตชีวาสมวัย ไม่มีความประหม่าแบบทหารใหม่
มีเพียงความว่างเปล่าลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึง
ราวกับกำลังมองก้อนหินไร้ชีวิตไม่กี่ก้อน มองมดปลวกกลุ่มหนึ่งที่เขาจะบดขยี้ทิ้งเมื่อไรก็ได้
หลินตงเยว่เคยสังหารคนในสนามรบ เคยเห็นแววตาของพวกคนที่พร้อมสู้จนตัวตาย
แต่เมื่อเทียบกับดวงตาคู่นี้แล้ว พวกนั้นก็ไม่ต่างจากสุนัขป่าที่แยกเขี้ยวใส่สัตว์ร้ายบรรพกาลซึ่งกำลังหลับใหล
เทียบกันไม่ได้แม้แต่น้อย
เพียงสายตานั้นกวาดผ่าน
หลินตงเยว่ก็รู้สึกราวกับหัวใจถูกมือเย็นเฉียบข้างหนึ่งบีบอย่างแรง
