อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเธออ่อนโยนเกินไป หรือไม่ก็เพราะคำว่า ‘บาดเจ็บ’ สะกิดใจเขาเข้า
แรงที่โหลวเซียวใช้รัดแขนจิงเนี่ยนผ่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอเสียทีเดียว
เขาเงยหน้าขึ้น มองเธอด้วยดวงตาพร่ามัวจากฤทธิ์เหล้า
ดวงตาดอกท้อที่มักมีรอยยิ้มไม่ยอมใครประดับอยู่ บัดนี้ชุ่มฉ่ำ หางตาแดงระเรื่อ
ในดวงตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเธออย่างชัดเจน พร้อมความน้อยใจและความพึ่งพิงที่ยังไม่จางหาย
“เจ็บ...”
เขาพึมพำเสียงเบาอีกครั้ง น้ำเสียงแหบพร่ายิ่งกว่าเดิม ทั้งยังมีแววฟ้องอย่างเด็ก ๆ
“ฉันรู้ รู้ว่าเจ็บ”
หัวใจของจิงเนี่ยนเหมือนถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทง ทั้งปวดหนึบทั้งอ่อนยวบ
เธอฉวยโอกาสค่อย ๆ ผละจากอ้อมแขนของโหลวเซียว พยุงร่างที่โงนเงนของเขา แล้วกึ่งลากกึ่งประคองไปทางโซฟา
“งั้นต้องทำแผลก่อน ทายาแล้วจะเจ็บน้อยลงนะ ดีไหม?”
คราวนี้โหลวเซียวไม่ขัดขืนอีก ปล่อยให้เธอพยุงอย่างว่าง่าย ก่อนจะโซเซกลับไปนั่งบนโซฟา
พอหย่อนตัวลงนั่ง ร่างสูงใหญ่ของเขาก็เอนเอียงไปด้านหนึ่งอย่างควบคุมไม่อยู่
จิงเนี่ยนรีบนั่งชิดเขา ให้เขาพิงตัวเธอไว้ถึงจะทรงตัวได้
“กล่องยา”
จิงเนี่ยนส่งสัญญาณให้ฟู่ซืออวี่
ฟู่ซืออวี่รีบยกกล่องยามาวางไว้ข้างมือเธอ จากนั้นก็สบตากับซางจวิ้น
ทั้งสองรู้กาลเทศะเป็นอย่างดี จึงถอยไปอีกฟากของห้องส่วนตัว หันหลังให้ทางนี้ แสร้งทำเป็นศึกษาภาพนามธรรมบนผนังเพื่อเว้นพื้นที่ให้ทั้งคู่ แต่หูยังผึ่งฟังอย่างเต็มที่
จิงเนี่ยนเปิดกล่องยา ข้างในมีอุปกรณ์ครบครัน
เธอหยิบโพวิโดนไอโอดีน สำลีก้าน ผ้าก๊อซปลอดเชื้อ เทปพันแผลทางการแพทย์ และขี้ผึ้งลดการอักเสบออกมา
เมื่อเห็นบาดแผลตรงขมับของโหลวเซียวซึ่งเลือดจับตัวเป็นก้อนแล้ว แต่ขอบแผลยังมีเลือดซึมอยู่บ้าง และผิวหนังโดยรอบก็แดงบวม เธอจึงขมวดคิ้ว
แผลไม่ได้ยาวมากนัก แต่ค่อนข้างลึก ดูเหมือนถูกของมีคมบาด
ตำแหน่งอยู่ตรงขอบไรผม ถ้าเยื้องไปอีกนิดก็อาจโดนตาได้
