บทที่ 5 ผู้คุ้มกันเมื่อวาน สามีในวันนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น เจิ้งสวินเจียถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงน้ำไหลจากฝักบัวที่ดังแว่วมาแต่ไกล
เธอหรี่ตาลง สติยังพร่าเลือน ร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยผ้าห่มที่อบอุ่นและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำยาซักผ้า บนหน้าผากมีอะไรบางอย่างแปะอยู่ เย็น ๆ เธอยกมือขึ้นสัมผัส—แผ่นลดไข้
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง
สมองค่อย ๆ ทำงานราวกับเครื่องจักรเก่าที่กำลังเริ่มเดินเครื่องใหม่
เพดานเป็นสีขาว แต่ไม่ใช่สีขาวแบบที่เธอคุ้นเคย เพดานของบ้านตระกูลเจิ้งมีบัวเพดานเป็นเส้น一圈 ตรงกลางฝังโคมไฟระย้าคริสตัล ทุกเช้าหลังตื่นนอน สิ่งแรกที่เธอเห็นคือโคมไฟนั้น
เพดานที่นี่โล่งเปล่า ไม่มีอะไรเลย กลางเพดานมีเพียงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์หลอดเดียว ข้างหลอดไฟมีรอยคราบน้ำเล็ก ๆ อยู่ด้วย
ไม่ใช่ห้องของเธอ
เจิ้งสวินเจียดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเกินไปทำให้ท้องน้อยของเธอส่งความเจ็บปวดตื้อ ๆ มา เธอสูดลมหายใจเย็นเฉียบ ร่างทั้งร่างทรุดกลับลงไปบนหมอนอีกครั้ง
ความเจ็บปวดเหมือนกุญแจดอกหนึ่งที่ไขความทรงจำทั้งหมดของเมื่อวานให้พรั่งพรูออกมาในคราวเดียว
เธอค่อย ๆ หันหน้าไปมองข้างเตียง บนพื้นมีผ้าห่มผืนหนึ่งปูอยู่ พับไว้อย่างเรียบร้อย หมอนวางอยู่ด้านบน คนไม่อยู่แล้ว
บนโต๊ะข้างเตียงมีแก้วน้ำหนึ่งใบ ยาสองเม็ด หลอดยาหนึ่งหลอด และคอตตอนบัดอีกสองสามอัน
น้ำยังอุ่น เธอยื่นมือไปแตะที่ข้างแก้ว อุณหภูมิพอดีดื่ม
ไม่ใช่ความฝัน
เจิ้งสวินเจียนอนอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานอยู่นาน ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ แต่ครั้งนี้เธอไม่ร้องไห้
น้ำตาของเมื่อวานเหมือนจะไหลจนหมดแล้ว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดึงแผ่นลดไข้จากหน้าผากออก ไข้ลดลงแล้วจริง ๆ สมองปลอดโปร่งขึ้นมาก ร่างกายก็ไม่ร้อนรุ่มเหมือนเมื่อคืนนี้แล้ว เพียงแต่ข้างล่างยังเจ็บแปลบ ๆ อยู่บ้าง เป็นความเจ็บปวดแบบตื้อ ๆ กวนใจ คอยย้ำเตือนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเรื่องจริง
ประตูห้องน้ำเปิดออก
ลี่เฟิงเดินออกมา สวมเสื้อยืดแขนสั้นสีเทาเข้ม ผมเปียกชื้น ปอยผมตรงหน้าผากหยดน้ำลงมา เขาคว้าผ้าขนหนูมาเช็ดสองสามครั้ง ไม่ได้เช็ดให้แห้งสนิท หยาดน้ำไหลจากไรผมลงมาถึงแนวกราม
เขาเหลือบมองโทรศัพท์บนโต๊ะ เจ็ดนาฬิกาตรง
แล้วเขาก็หันมามองเจิ้งสวินเจีย
เจิ้งสวินเจียเอนตัวอยู่บนหัวเตียง ผ้าห่มกองอยู่ที่เอว เธอยังคงสวมเสื้อยืดสีดำของเขาอยู่ คอเสื้อกว้างเกินไป จึงเอียงไปข้างหนึ่ง เผยให้เห็นไหปลาร้าขาวบางและไหล่
ผมของเธอที่ผ่านการนอนมาทั้งคืนดูยุ่งเหยิง กระจายอยู่บนไหล่ ปลายผมหยิกเป็นลอนเล็กน้อย
ทว่าแม้จะเป็นภาพของคนที่เพิ่งตื่นนอน ไม่ได้แต่งเติมใด ๆ เลย กลับงดงามเกินไปหน่อย
ใบหน้าของเธอเล็ก ขนาดเท่าฝ่ามือ แต่รูปหน้าดูละเอียดประณีตอย่างยิ่ง คิ้วเป็นคิ้วรูปเขาห่างตามธรรมชาติ ไม่เข้มไม่บาง โค้งทอดอยู่เหนือดวงตา
ดวงตาเป็นดวงตาแบบลูกท้อซึ้งลึก หางตาช้อนขึ้นเล็กน้อย ยามไม่ยิ้มแฝงความเฉื่อยชาอยู่สามส่วน หากยิ้มขึ้นมาคงจะเรียกชีวิตคนไปได้ครึ่งหนึ่ง ดั้งจมูกตรง ปลายจมูกเรียวเล็ก ริมฝีปากเป็นสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติ ริมฝีปากบนบาง ริมฝีปากล่างหนากว่าเล็กน้อย ไม่ต้องทาลิปสติกก็เหมือนเพิ่งกัดลูกพีชน้ำผึ้งมาคำหนึ่ง
ผิวขาวจนเกือบโปร่งแสง เมื่อคืนไข้ขึ้นจนเหงื่อออกทั้งตัว ตอนนี้แก้มจึงระเรื่อด้วยสีชมพูบาง ๆ ราวกับเครื่องเคลือบชั้นดีที่เคลือบเงา
ตอนที่เจิ้งสวินเจียอยู่ที่ตระกูลเจิ้ง เจิ้งหยวนซานเคยพาเธอไปร่วมงานหอการค้าสองสามครั้ง ทุกครั้งจะมีคนถามว่านี่คือดาราคนไหน เจิ้งหยวนซานตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่านี่คือลูกสาวของผมเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ดาราเหล่านั้น ซึ่งแต่งตัวอย่างประณีต ผ่านแสงไฟและฟิลเตอร์ต่าง ๆ แล้ว เมื่อมายืนข้างเจิ้งสวินเจียก็ยังดูด้อยกว่าสามส่วน
เธอคือคนประเภทที่สวรรค์โปรยอาหารให้ งามอย่างไม่มีเหตุผล
สายตาของลี่เฟิงหยุดอยู่บนใบหน้าของเธอไม่ถึงวินาทีก็เลื่อนผ่านไป
“ไข้ลดแล้วหรือ” เขาถาม
เจิ้งสวินเจียพยักหน้า “อืม ดีขึ้นมากแล้ว”
เสียงของเธอยังแหบพร่าอยู่นิด ๆ แต่ดีกว่าเมื่อคืนมาก
ลี่เฟิงวางผ้าขนหนูบนพนักเก้าอี้ แล้วผายคางไปทางโต๊ะข้างเตียง “กินยาก่อน เดี๋ยวอาบน้ำ อย่าลืมทายาด้วย”
เขาพูดเรียบ ๆ เหมือนกำลังบอกกล่าวเรื่องปกติธรรมดาเรื่องหนึ่ง
หูของเจิ้งสวินเจียแดงขึ้นมาทันที
เธอรู้ดีว่าเขาหมายถึงยาอะไร หลอดยากับคอตตอนบัดวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เมื่อคืนเธอไข้ขึ้นมึนงง ไม่ได้สังเกต ตอนนี้ตื่นเต็มตาแล้วมองอีกที อุณหภูมิบนใบหน้ากลับสูงกว่าตอนเป็นไข้เสียอีก
“อ้อ”
ลี่เฟิงไม่ได้พูดอะไรต่อ หันหลังเดินออกจากห้องนอน ปิดประตูให้เรียบร้อย
——
เจิ้งสวินเจียนั่งพักอยู่บนเตียงสักครู่ กินยาแก้อักเสบก่อน แล้วจึงค่อย ๆ คืบคลานเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมหลอดยานั้น
ทันทีที่เข้าไป เธอก็พบว่า บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ข้าง ๆ แปรงสีฟันอันเดียวดายเมื่อคืน มีแปรงสีฟันอันใหม่เพิ่มมาหนึ่งอัน
ยังไม่ได้แกะห่อ เสียบอยู่ในแก้วพลาสติก ตัวแก้วก็เป็นของใหม่ วางอยู่ข้างแก้วเก่าของลี่เฟิง
แปรงสีฟันเป็นสีชมพู
เจิ้งสวินเจียมองแปรงสีฟันสีชมพูนั่นอยู่นานหลายวินาที
เขาซื้อมาตอนไหน เมื่อคืนตอนลงไปซื้อยาหรือ ร้านขายของตอนดึกดื่นยังมีแปรงสีฟันสีชมพูขายอีกหรือ
เธอแกะแปรงสีฟัน บีบยาสีฟัน แปรงฟันหน้ากระจก
ภาพตัวเองในกระจกดูไม่ได้เลยทีเดียว ผมยุ่ง ตาบวม ริมฝีปากแห้งแตก ใส่เสื้อยืดผู้ชายที่ใหญ่เกินไปสองไซส์ ดูเหมือนแมวจมน้ำตัวหนึ่ง
เธอแปรงฟันเสร็จ อาบน้ำ กัดฟันทายา—เจ็บจนต้องสูดลมหายใจเย็นเฉียบหลายครั้ง น้ำตาแทบไหลอีกครั้ง
เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จ เปลี่ยนเป็นชุดของตัวเองจากเมื่อวาน เปิดประตูห้องนอนออกมา ก็ได้กลิ่นอาหาร
ห้องครัวของห้องเช่ารวมอยู่ข้าง ๆ ห้องนั่งเล่น เป็นครัวเปิด คั่นด้วยเคาน์เตอร์บาร์เตี้ย ๆ ห้องครัวไม่ใหญ่ บนเตามีหม้อสองใบ ใบหนึ่งกำลังต้มโจ๊ก อีกใบกำลังทอดไข่
ลี่เฟิงยืนอยู่หน้าเตา มือหนึ่งถือตะหลิว อีกมือถือโทรศัพท์ดูอะไรบางอย่าง
เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาดแล้ว เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาวสีดำ ผมก็แห้งแล้ว หวีไปข้างหลังอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นหน้าผากที่ได้รูป
เจิ้งสวินเจียยืนอยู่หน้าประตูห้องนอน มองภาพนี้ แล้วก็เกิดความรู้สึกไม่จริงอย่างรุนแรงอีกครั้ง
เมื่อวานเธอยังเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเจิ้ง มีแม่บ้านทำอาหาร คนขับรถรับส่ง คนใช้ทำความสะอาด
วันนี้ คนที่ทำอาหารเช้าให้เธอ คือผู้คุ้มกันเมื่อวาน สามีในวันนี้
ในห้องครัวของห้องเช่าขนาดสิบกว่าตารางเมตร ใช้หม้อเก่า ๆ ที่ดูเหมือนสารเคลือบจะหลุดลอกจนหมด
ลี่เฟิงได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงหันมามอง
“มากินข้าว”
เจิ้งสวินเจีย “อ้อ” รับคำ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกข้างเคาน์เตอร์บาร์
บนโต๊ะมีโจ๊กเปล่าสองชาม ไข่ดาวหนึ่งจานเล็ก ผักดองหนึ่งจานเล็ก
เรียบง่ายสุด ๆ ไปเลย
เจิ้งสวินเจียยกถ้วยโจ๊กขึ้น ซดคำหนึ่ง
โจ๊กเคี่ยวมาข้นดี เมล็ดข้าวต้มจนนุ่ม อุณหภูมิพอดีดื่ม ร้อน แต่ไม่ถึงกับลวกปากจนทนไม่ได้
เธอซดอีกคำหนึ่ง แล้วก็ซดอีกคำหนึ่ง
พอท้องเริ่มอุ่น จู่ ๆ จมูกก็แสบขึ้นมา
เธอรีบก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นเป่าโจ๊ก กลั้นความแสบนั่นกลับลงไป
ลี่เฟิงนั่งอยู่ตรงข้าม กินเร็วมาก สองสามคำก็ซดโจ๊กหมดชาม ไข่ดาวก็จัดการหมดในสองคำ เมื่อเขากินเสร็จ ไม่ได้ลุกขึ้นทันที แต่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองเจิ้งสวินเจียที่กำลังซดโจ๊กช้า ๆ
“ยากินให้ตรงเวลา วันละสามครั้ง” เขาพูด “วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ อย่าวิ่งไปไหน”
เจิ้งสวินเจียกุมถ้วยโจ๊ก พยักหน้า
ลี่เฟิงลุกขึ้น เก็บชามกับตะเกียบของตัวเองลงอ่างล้างจาน คว้าเสื้อแจ็กเก็ตที่แขวนอยู่ตรงประตู
“ฉันไปทำงาน เย็นกลับ”
พูดจบ เขาก็ดึงประตูออกแล้วเดินไป
จังหวะที่ประตูปิด เจิ้งสวินเจียได้ยินเขาหยุดอยู่นอกประตูครู่หนึ่ง เหมือนกำลังควานหากุญแจเพื่อล็อกประตู แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ล็อก เสียงฝีเท้าเดินลงบันไดไปตรง ๆ
คงเป็นเพราะคิดว่า ตอนกลางวัน ไม่ต้องล็อกแล้ว
เจิ้งสวินเจียนั่งอยู่คนเดียวในห้องครัวที่ว่างเปล่า กุมถ้วยโจ๊กที่ใกล้จะหมด จ้องเหม่ออยู่นาน
แสงแดดจากนอกหน้าต่างสาดเข้ามา ตกบนเคาน์เตอร์บาร์ กระทบกับไข่ดาวที่เหลืออยู่อีกฟองหนึ่ง
เธอมองไข่ฟองนั้น
ในกระทะมีไข่ดาวสามฟอง ลี่เฟิงกินไปหนึ่งฟอง ตักให้เธอสองฟอง
เจิ้งสวินเจียคีบไข่ฟองสุดท้ายขึ้นมา กัดคำหนึ่ง
ทอดจนขอบเกรียมไปนิด ไข่แดงยังเป็นยางมะตูม โรยเกลือไว้นิดหน่อย
จะว่าอร่อยก็ไม่เชิง แต่เธอก็กินทีละคำ ๆ จนหมด