ฝีเท้าของเสิ่นเช่อหนักอึ้ง ทุกย่างก้าวราวกับบดขยี้พื้นดิน
เขาไม่กล้าอยู่ต่อ กลัวว่าจะได้ยินหลินชิงเยวี่ยปฏิเสธกับหูตัวเอง ยิ่งกลัวว่าความรู้สึกที่ซ่อนไว้ไม่มิดจะถูกเธอมองออก
หลินชิงเยวี่ยมองแผ่นหลังสูงสง่าของเขาที่แฝงความหงอยเหงาอยู่หลายส่วน จู่ ๆ หัวใจก็เหมือนถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทง รู้สึกอึดอัดขึ้นมา
เธออ้าปากเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ลำคอกลับราวกับถูกอุดไว้ บางทีวันนั้นเขาอาจช่วยเธอไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ไม่ได้มีความหมายอื่น ทุกอย่างเป็นเพียงเธอคิดมากไปเอง เธอส่ายหน้าอย่างเยาะเย้ยตัวเอง
หลี่หมานหมานออกมา ก็เห็นหลินชิงเยวี่ยยืนอยู่คนเดียวในลานบ้าน จึงถามอย่างสงสัยว่า “ชิงเยวี่ย เสิ่นเช่อของเธอล่ะ?”
หลินชิงเยวี่ยเหลือบมองเธออย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนตอบว่า “กลับไปแล้ว ต่อไปอย่าพูดอะไรมั่ว ๆ อีก”
หลี่หมานหมานเห็นสีหน้าเธอไม่สู้ดี ก็ยิ่งสงสัย “ทำไมถึงกลับไปล่ะ? พวกเธอคุยกันไม่ลงตัวหรือ?”
“ไม่น่าใช่นี่นา! เมื่อกี้ป้าเฉินพาแม่สื่อมาทาบทาม เสิ่นเช่อยังอุตส่าห์วิ่งมาปกป้องเธอเลย ความคิดของเขา คนตาดีก็ดูออกกันทั้งนั้น”
หลินชิงเยวี่ยเบือนหน้า มองออกไปนอกลานบ้าน น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจ “อย่าพูดเหลวไหล เขาบอกแล้วว่าไม่ได้มีความหมายอื่นเลย”
“เป็นไปไม่ได้!” หลี่หมานหมานเลิกคิ้ว “สายตาที่เขามองเธอเมื่อกี้น่ะ ความห่วงใยซ่อนไม่มิดเลยนะ อีกอย่าง ตอนอยู่ในแม่น้ำวันนั้น ท่าทางร้อนใจตอนเขาอุ้มเธอขึ้นฝั่ง ฉันเห็นชัดเจนกับตา นั่นไม่ใช่แค่ความห่วงใยธรรมดาหรอก”
หลินชิงเยวี่ยถลึงตาใส่เธอ “วันนั้นเธอไม่ได้เป็นลมไปแล้วหรือไง? จะเห็นอะไรได้ล่ะ? อีกอย่าง วันนั้นเขาก็แค่ช่วยคน ถ้าเป็นใครเขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ได้มีความหมายอื่นหรอก”
