“พี่ชายหนูโตเป็นหนุ่มแล้ว แต่หนูยังเป็นเด็กอยู่ กินเผ็ดไม่ได้หรอก เดี๋ยวท้องหนูรับไม่ไหว”
พูดจบ จางจือหลานก็ยกจานที่วางอยู่ข้าง ๆ มาให้ ข้างในก็มีน่องไก่เหมือนกัน
“กินอันนี้นะ อันนี้รสห้าเครื่องเทศ”
หยวนเหยาที่เพิ่งอายุครบ 8 ขวบในปีนี้จึงได้แต่ยอมรับ
“ก็ได้ค่ะ”
แต่รสนี้ก็อร่อยเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้หยวนชิงไม่ต้องเรียนพิเศษตอนเย็น จึงกลับมากินข้าวกับครอบครัวได้เร็วหน่อย
แต่ตอนนี้เขาอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้ายแล้ว ทั้งเรียนหนักและมีภาระมาก โรงเรียนกำหนดให้นักเรียนที่ไปกลับบ้านต้องเรียนพิเศษตอนเย็นหนึ่งคาบ
พอกลับถึงบ้านก็สองทุ่มกว่าแล้ว มื้อเย็นของที่บ้านจึงเลื่อนมากินตอนสองทุ่มกว่าเช่นกัน
นอกจากน่องไก่แล้ว ยังมีอาหารอีกสองจาน กับโจ๊กข้าวเขียวถั่วเขียว
พอถึงเวลากินข้าว พ่อหยวนจื้อจวินก็ซักผ้าเสร็จพอดี เขาเดินเข้ามาจากระเบียง
สมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวนั่งกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะอาหาร พูดคุยกันเป็นครั้งคราว บรรยากาศอบอุ่นมาก
แม้จะไม่ได้ร่ำรวยมหาศาล แต่หยวนชิงก็พอใจกับชีวิตแบบนี้มาก
ที่บ้านไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีปัญหาใหญ่โต อยู่กันอย่างกลมเกลียวและสงบสุข
กินข้าวเสร็จ หยวนชิงขยับร่างกายเล็กน้อยแล้วไปล้างหน้าแปรงฟัน
แต่เขาไม่ได้เข้านอนทันที
กลับนั่งลงที่โต๊ะหนังสือแล้วเริ่มเรียน
คราวนี้ไม่ได้ทบทวนความรู้ระดับมัธยมปลาย แต่เป็นการเรียนความรู้ด้านการแพทย์
เขาคิดไว้ตั้งนานแล้วว่าชาตินี้อยากเป็นหมอ
ต่อไปไม่รู้ว่าจะทะลุมิติไปยังโลกแบบไหน เขาต้องคอยรู้สภาพร่างกายของตัวเองอยู่เสมอ และมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงดี
ยามตกอยู่ในอันตรายก็จะได้ช่วยตัวเองได้
มีความรู้ไว้กับตัว ย่อมดีกว่าต้องพึ่งพาคนอื่น
เขาไม่ฝากชีวิตตัวเองไว้ในมือคนอื่นหรอก
หลังตัดสินใจแล้วว่าชาตินี้จะเป็นหมอ เขาก็เริ่มเตรียมตัวไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ตอนเพิ่งมาถึงโลกนี้ เขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นปีหนึ่ง พ่อแม่เป็นเพียงพนักงานทั่วไปของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค จึงหาแหล่งความรู้ทางการแพทย์ที่เขาต้องการให้ไม่ได้
แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตก้าวหน้าแล้ว ทั้งบทความวิชาการของแพทย์เก่ง ๆ สารคดีที่เกี่ยวข้อง หรือหนังสือแพทย์ ขอแค่ตั้งใจค้นก็หาเจอ
เขาเรียนรู้ไปก่อน ยิ่งรู้มากและเรียนมาก พอเข้ามหาวิทยาลัยก็จะได้ลงมือปฏิบัติจริง
อีกอย่าง เขาไม่ได้โง่ ตั้งใจเรียนแล้วการจดจำก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา
แน่นอนว่าเรียนความรู้ทางการแพทย์พวกนี้ก็ต้องใช้เงิน
เขาไม่ได้ขอเงินพ่อแม่ แต่คิดหาทางหาเงินด้วยตัวเอง
ลองคิดดูแล้ว ความรู้ที่เขาเรียนมานี่แหละที่เอาไปหาเงินได้
ด้วยวัยที่ในโลกเดิมเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว การออกข้อสอบระดับมัธยมต้นและทำวิดีโอสอนโจทย์ไม่ใช่เรื่องยาก
ช่วงแรกที่โพสต์ลงเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ต่อมา มีโจทย์สอบเข้ามัธยมปลายหลายข้อที่เขาทายไว้ถูกต้อง คอร์สของเขาจึงมีคนซื้อจำนวนมาก
เขาอาศัยโอกาสนี้หาเงินมาได้ส่วนหนึ่ง หลายปีผ่านไป ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่ในมือสามแสนกว่าหยวนแล้ว
สมแล้วที่ความรู้คือเงินทอง
มีเงินก้อนนี้ก็พอให้เขาเรียนต่อได้แล้ว
วันนี้หนังสือที่เขาอ่านคือสารานุกรมสมุนไพร
หนังสือเล่มหนาอธิบายไว้อย่างละเอียดว่าสมุนไพรที่โลกนี้รู้จักและนำมาใช้เป็นยาได้มีอะไรบ้าง รวมถึงสรรพคุณและประโยชน์ของแต่ละชนิด
ถือหนังสือเล่มหนาไว้แล้วถอนหายใจ เฮ้อ เรียนต่อก็แล้วกัน
ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงจดบันทึกของหยวนชิงเป็นครั้งคราว
หยวนชิงมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง
นั่นคือเมื่อเริ่มเรียนแล้ว เขาก็มักจะจดจ่อได้ง่าย ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งรอบข้าง และมีประสิทธิภาพสูง
จนเสียงนาฬิกาปลุกตอนห้าทุ่มครึ่งดังขึ้น หยวนชิงถึงเงยหน้าจากหนังสือ
อ้อ ถึงเวลาแล้ว ต้องนอนเสียที
เขาวางหนังสือที่อ่านไปได้สิบกว่าหน้า แล้วเข้านอนโดยไม่รีรอ
ชีวิตของหยวนชิงเป็นระเบียบมาก กลางวันเรียนความรู้ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียน ส่วนช่วงพักกลางวันพอกลับถึงบ้านก็หมกมุ่นอยู่กับตำราแพทย์ของตัวเอง
บางครั้งก็เล่นบาสเกตบอลหรือปิงปองกับเพื่อน ให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนบ้าง
ชีวิตของเขามีสีสันมาก ส่วนเรื่องชุยเยว่เยว่กับกู้ยวี่ชวน เขาก็แบ่งความสนใจไปจับตาดูอยู่บ้าง
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ทั้งสองคนนี้เป็นคู่บ้าบอพอกัน หากมีเรื่องอะไรทำให้เขาเข้าไปพัวพันด้วยจะทำอย่างไร เขาก็ควรระวังตัวไว้ไม่ใช่หรือ
......
คาบที่สี่ของเช้าวันนี้เป็นคาบอ่านหนังสือเอง นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องกำลังตั้งใจเรียนกันอย่างเงียบ ๆ
มีเพียงสองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังหยวนชิงเท่านั้นที่ส่งเสียงรบกวน
กู้ยวี่ชวนไม่มีอะไรทำ จึงหมุนปากกาเล่นอยู่ในมือ แต่เผลอทำปากกาหล่นลงพื้นพอดีตรงข้างเท้าชุยเยว่เยว่
เขายกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วยื่นนิ้วไปจิ้มหลังชุยเยว่เยว่
ชุยเยว่เยว่ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง ทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรและก้มหน้าทำโจทย์ของตัวเองต่อ
แต่เห็นได้ชัดว่ากู้ยวี่ชวนไม่คิดจะยอมแพ้ เขาจิ้มเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดชุยเยว่เยว่ก็ทนไม่ไหว หันกลับไปถลึงตาใส่กู้ยวี่ชวน
ดวงตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและอับอาย แต่พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ เธอกลับโกรธไม่ลง
เธอกดเสียงถามว่า “นายทำอะไรน่ะ”
กู้ยวี่ชวนคนนี้ช่างเหลือเกิน ชอบแกล้งเธออยู่เรื่อย ทั้งดึงผมเธอ ตอนเธอเดินผ่านข้าง ๆ เขาก็ยื่นขามาขวางทาง แถมยังชอบก่อกวนเธอในห้องเรียน
เขานี่มันเด็กชะมัด เด็กเล็ก ๆ ยังไม่เล่นอะไรแบบนี้กันแล้ว
เขาทำเหมือนไม่รู้สึกถึงความโกรธของชุยเยว่เยว่ พอมองดวงตากลมโตที่น่ารักเหมือนแมวของเธอ เขาก็ยิ้มอย่างมีความสุขอยู่คนเดียว “ปากกาฉันตกอยู่ข้างเท้าเธอ ช่วยเก็บให้หน่อยสิ”
แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง
ชุยเยว่เยว่ถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง แต่ก็ยังก้มลงเก็บปากกาส่งให้กู้ยวี่ชวน
ตอนยื่นให้ กู้ยวี่ชวนจงใจใช้นิ้วแตะมือชุยเยว่เยว่ เธอชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกลวก
หันกลับไปแล้ว เธอก็เอาแต่ด่ากู้ยวี่ชวนในใจ เขาไม่ใช่คนดีเลย ใครอนุญาตให้มาแตะมือเธอกัน น่าโมโหชะมัด
สัมผัสบนมือยังคงติดอยู่ ทำให้เธอไม่มีสมาธิเรียน
เธอต้องทำอะไรสักอย่าง
มองแผ่นหลังของหยวนชิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว เธอก็ก้มหน้าลงอย่างผิดหวัง หยวนชิงเย็นชากับเธอขนาดนั้น คงไม่สนใจเธอหรอก เธอไม่อยากถูกเมินใส่
เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาเขียนข้อความ แล้วเลื่อนส่งให้เพื่อนร่วมโต๊ะ อยากให้เพื่อนช่วยปลอบใจสักหน่อย
หวังลี่ลี่มองกระดาษที่ชุยเยว่เยว่ส่งให้
“กู้ยวี่ชวนเหลือเกินจริง ๆ ชอบหาเรื่องแกล้งฉันอยู่เรื่อย ฉันโดนเขากวนจนแทบเรียนไม่ได้แล้ว เธอว่าฉันควรทำยังไงดี”
“ไปบอกครูสิ ให้ครูย้ายที่นั่งกู้ยวี่ชวน”
ย้ายที่นั่งก็เป็นความคิดที่ดี
แต่ไม่รู้ทำไม ชุยเยว่เยว่กลับรู้สึกไม่ค่อยอยากทำ คิดว่านี่คงไม่ใช่วิธีที่ดีนัก
“งั้นช่างเถอะ คิดว่าเขาคงแค่ยังไม่ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ถึงได้ทำกับฉันแบบนั้น เดี๋ยวฉันลองคุยกับเขาดี ๆ อีกที”
หวังลี่ลี่อ่านข้อความที่ชุยเยว่เยว่เขียนแล้วอดกลอกตาไม่ได้ จากนั้นก็ไม่ตอบอะไรอีก
