ในฐานะทหารรับจ้างที่ผ่านการเข่นฆ่ามานาน แม้ในยามนี้จะตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายถึงเก้าส่วน หัวหน้ากองจ่านโซ่วก็ยังไม่คิดยอมแพ้
เมื่อเห็นสัตว์ติดเชื้อพุ่งเข้ามา หัวหน้ากองจ่านโซ่วก็เล็งปืนเหยี่ยวดำสองกระบอกในมือไปยังสัตว์ติดเชื้อตัวหน้าสุด กระหน่ำยิงใส่หัวของมันอย่างบ้าคลั่ง
“ปัง ๆ ๆ ปัง ๆ ๆ ๆ”
กระสุนเหยี่ยวดำกว่าสิบลูกพุ่งเข้าใส่หัวของสัตว์ติดเชื้ออย่างเต็มแรง ในที่สุดหัวของตัวที่อยู่หน้าสุดก็ระเบิดออกดัง “ตูม”
จากนั้นผลึกสีขาวซีดขนาดเท่าเล็บนิ้วก็พุ่งกระแทกกระจกรถทันที
แต่ในเวลาเดียวกัน กรงเล็บคมกริบของสัตว์ติดเชื้อที่เหลือก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ชั่วขณะนั้น หัวหน้ากองจ่านโซ่วที่ยืนอยู่บนหลังคารถถึงกับได้กลิ่นเหม็นเน่าจากปากของพวกมัน ชายร่างกำยำคล้ายปล่อยวางแล้วจึงพึมพำเสียงเบา
“หัวแข็งชะมัด...”
ในเสี้ยววินาทีที่หัวหน้ากองจ่านโซ่วกำลังหลับตาลงอย่างช้า ๆ ลูกธนูที่มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบก็พุ่งผ่านข้างแก้มของเขาไปอย่างรวดเร็วสุดขีด
วินาทีต่อมา เมื่อหัวหน้ากองจ่านโซ่วลืมตาขึ้นด้วยความตะลึง ก็เห็นสัตว์ติดเชื้อถึงแปดตัวถูกเสียบเรียงกันราวกับลูกชิ้นเสียบไม้
ร่างของพวกมันปักแน่นอยู่บนที่ราบไม่ไกลจากท้ายรถ ก่อนจะค่อย ๆ ละลาย ใช่แล้ว ละลายเหมือนเยลลี่
“นี่...รอดแล้วเหรอ?”
หัวหน้ากองจ่านโซ่วยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างงุนงง มองนิ้วทั้งสองของตัวเอง ขณะเดียวกันเงาร่างหนึ่งพลันปรากฏบนหลังคารถข้างกายเขาอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับภูตผี
อีกฝ่ายสวมชุดดำ หากไม่นับริ้วรอยตรงหางตา ตอนสาว ๆ เธอต้องเป็นหญิงงามชั้นยอดอย่างแน่นอน
หญิงชุดดำไม่สนใจสายตางุนงงของหัวหน้ากองจ่านโซ่ว เอาแต่มองไปข้างหน้าแล้วเอ่ยเสียงเบา