ค่ายเติงโจว หอประตูเมืองทางเหนือ
กู้ม่อหร่านสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีหมึก พิงอยู่บนเชิงเทิน มือหมุนลูกวอลนัตสองลูก
ลูกวอลนัตนี้นำมาจากลั่วหยาง
เหมยฮงเย่เป็นผู้มอบให้ บอกว่าเป็นลูกสิงโตหัวโตที่ท่านโหวเฒ่าขัดมันด้วยตนเองมาถึง 20 ปี จนแดงวาว
ตอนนั้นกู้ม่อหร่านไม่รับ
เหมยฮงเย่ยัดเยียดให้ พอยัดใส่มือเสร็จก็กล่าวเสริมว่า หากองค์ชายรังเกียจ จะทุบกินก็ได้
กู้ม่อหร่านคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรับไว้ในที่สุด
ลูกวอลนัตที่ขัดมาถึง 20 ปี หากทุบกินก็ขาดทุนเกินไป
เบื้องล่างหอประตูเมืองคือค่ายเรือเติงโจว
เรือรบร้อยกว่าลำจอดเรียงอยู่ในท่า ใบเรือปะชุนจนเต็ม มีเรือสองลำที่เสากระโดงเอียง ต้องใช้เชือกปอผูกไว้กับเรือข้าง ๆ จึงพอจะไม่ล้มลง
ช่วงบ่ายเจินเหมยหลีไปเดินสำรวจรอบหนึ่ง ครั้นกลับมาใบหน้าก็มืดครึ้ม
“ท่านอ๋อง นั่นไม่เรียกว่าเรือหรอก เรียกว่าแผ่นไม้ทำโลงศพต่างหาก”
“ซ่อมได้หรือไม่?”
“ซ่อมได้ แต่ต้องรื้อแล้วสร้างใหม่”
นางตบดินสอถ่านในมือลงบนโต๊ะ
“กระดูกงูทำจากไม้สน แช่น้ำมาสิบปีแล้ว ต่อให้ใช้ฝีเท้าระดับสามของข้า เหยียบลงไปทีเดียวก็เป็นรูโหว่”
“ข้าต้องใช้เวลาเจ็ดวัน ถึงจะดัดแปลงเป็นเรือรบลำใหม่ได้”
กู้ม่อหร่านขมวดคิ้ว
เรือผุพังยังซ่อมได้
แต่สิ่งที่เขาต้องการมิใช่แค่เรือ
เมื่อบ้านเมืองสงบสุขมานาน ผู้บัญชาการกองทัพเรือเติงโจวก็เอาแต่สำมะเลเทเมา รองแม่ทัพก็ไม่ต่างกัน
พอได้รับพระราชโองการให้บุกญี่ปุ่น พวกเขากลับขวัญหนีดีฝ่อพร้อมใจกันลาป่วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทหารใต้บังคับบัญชา พวกนั้นทำได้แค่จับปลาแถบชายฝั่ง พอเดินเรือไปทางตะวันออกสามสิบลี้ก็หลงทิศแล้ว
ไม่มีแผนที่ทะเล
ไม่มีผู้นำทาง
ไม่รู้ทั้งเส้นทางเดินเรือของชาวญี่ปุ่น ตำแหน่งแนวหินโสโครก หรือช่วงเวลาน้ำขึ้นน้ำลง
