【กระหาย... กระหายน้ำเหลือเกิน...】
เสียงพึมพำแผ่วเบาดังเข้าหู จี๋เหอรีบตักน้ำจากถังหนึ่งกระบวย รดลงบนต้นข้าววิญญาณที่ดูเหี่ยวเฉาอยู่เบื้องหน้า
ต้นข้าววิญญาณสั่นใบสีเขียวชอุ่ม เมล็ดรวงที่ห้อยอยู่พลันโตขึ้นเห็นได้ด้วยตาเปล่า
【ดื่มจนอิ่ม เติบโตแข็งแรง!】
“ดีมาก” จี๋เหอยิ้มบาง ๆ หิ้วถังรดน้ำต้นข้าววิญญาณทั้งแถวที่ร้องกระหายน้ำจนเสร็จ ก่อนจะยืดเส้นยืดสายลุกขึ้น
นางสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในยุควันสิ้นโลกเข้าเต็มปอด มองท้องฟ้าสีครามและหมู่เมฆขาวแสนน่ารัก พลางนึกถึงตอนเพิ่งข้ามมิติมา
เมื่อ 9 วันก่อน นางติดตามหน่วยออกจากฐานไปค้นหาเสบียง เคราะห์ร้ายถูกซอมบี้ระดับสี่กัดเข้า พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาอยู่ในโลกที่สามารถบำเพ็ญเซียนได้แห่งนี้
เจ้าของร่างเดิมชื่อเซี่ยเหอ เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้อาวุโสเซี่ยจานแห่งยอดเขาหม้อศาสตรา สำนักหลิงเซียว ซึ่งเป็นสำนักอันดับหนึ่ง นางมีพรสวรรค์โดดเด่น อายุเพียง 14 ปีก็บรรลุขั้นสร้างฐาน อนาคตไร้ขีดจำกัด
ทว่าทุกสิ่งกลับกลายเป็นเพียงฟองสบู่ เมื่อเด็กหนุ่มที่ชื่อเซี่ยหงเจ๋อมาหาถึงสำนัก
ที่แท้เซี่ยหงเจ๋อต่างหากที่เป็นบุตรแท้ ๆ ของผู้อาวุโสเซี่ย หลังคลอดได้ไม่นานก็ถูกศัตรูคู่อาฆาตของผู้อาวุโสเซี่ยลักพาตัวไปเลี้ยงดู หวังได้เห็นภาพบิดาบุตรฆ่าฟันกันเอง
ส่วนเซี่ยเหอเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ศัตรูคู่อาฆาตใช้วิชาลับบางอย่างปกปิดความจริง จึงหลอกลวงการตรวจสอบของผู้อาวุโสเซี่ยได้
เมื่อคิดถึงเด็กที่เลี้ยงดูทะนุถนอมมานานกว่าสิบปีกลับไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ส่วนลูกแท้ ๆ กลับถูกทรมานมาตั้งแต่เล็ก มีชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส ผู้อาวุโสเซี่ยก็โกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง เขาระบายโทสะจากการถูกหลอกลวงทั้งหมดลงบนเซี่ยเหอ
เขาทำลายเส้นชีพจรวิญญาณของเซี่ยเหอ ทำลายตำหนักตันเถียน ตัดเส้นทางบำเพ็ญเซียน แล้วโยนนางไปยังสำนักฝ่ายนอกของสำนักหลิงเซียว ปล่อยให้เอาชีวิตรอดตามยถากรรม
ก่อนถูกทำลายการบำเพ็ญ เซี่ยเหอมีรากวิญญาณไม้เดี่ยว จึงเข้ากับพืชวิญญาณได้ดียิ่ง ผู้ดูแลสำนักฝ่ายนอกจึงจัดให้นางไปทำนาที่สวนร้อยสมุนไพร
เพราะทนความเจ็บปวดแสนสาหัสจากตำหนักตันเถียนและเส้นชีพจรวิญญาณที่เสียหายพร้อมกันไม่ไหว เซี่ยเหอจึงสิ้นใจในคืนแรกที่ย้ายเข้าสวนร้อยสมุนไพร
จี๋เหอข้ามมิติมาในเวลานั้นเอง ร่างใหม่เจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ทัน เกือบกลายเป็นผู้ข้ามมิติที่มีชีวิตสั้นที่สุด
ผู้อาวุโสเซี่ยทำเกินไปจริง ๆ นอกจากเสื้อผ้าที่สวมติดตัว เซี่ยเหอไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
จี๋เหอไม่อยากถูกความเจ็บปวดทรมานจนตาย นางจึงอาศัยพลังพิเศษที่ทำให้ได้ยินเสียงในใจของพืช และด้วยความช่วยเหลือจากพืชมากมาย นางก็คุ้ยเจอยาเสริมปราณเม็ดหนึ่งที่คนอื่นทิ้งไว้ในหลุมโคลนกลางป่า ประคองชีวิตตนเองต่อไปอย่างยากลำบาก
แต่ยาเสริมปราณหนึ่งเม็ดอยู่ได้เพียง 10 วัน
พรุ่งนี้คือวันสุดท้าย
หากไม่มียาเสริมปราณเม็ดที่สอง จี๋เหอก็ต้องตายอย่างทุกข์ทรมานไม่ต่างจากเซี่ยเหอ
ยาเสริมปราณหนึ่งเม็ดมีราคาตลาด 200 ไข่มุกวิญญาณ จี๋เหอไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว แถมร่างกายยังบอบช้ำยับเยิน แม้แต่ลงเขาไปรับจ้างแบกของก็ยังถูกปฏิเสธ นางจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับต้นข้าววิญญาณที่กำลังเติบโตงอกงาม
พรุ่งนี้เป็นวันส่งข้าววิญญาณ สำนักรับซื้อเพียง 300 ชั่ง ส่วนที่เหลือให้ศิษย์จัดการเอง
ขอเพียงจี๋เหอขายข้าววิญญาณที่เหลือ ก็จะมีเงินซื้อยาเสริมปราณแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ นางก็ยิ่งตั้งใจดูแลเจ้าตัวน้อยในแปลงวิญญาณ หวังให้พวกมันเติบโตแข็งแรง
【วัชพืชร้าย! แย่งน้ำ!】
【แมลง... กลัว...】
【กระหาย! ข้ากระหายน้ำ!】
【บังแดดข้าแล้ว!!】
เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของต้นข้าววิญญาณ จี๋เหอก็ย่อตัวลงถอนวัชพืชเล็ก ๆ สองสามต้น จากนั้นก็จับหนอนกินวิญญาณสีขาวนุ่มตัวหนึ่งออกมาจากดินตรงโคนต้นข้าวอย่างคล่องแคล่ว ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ แล้วจึงลุกขึ้นหลบไปด้านข้างสองสามก้าว ไม่ให้บังแดดเจ้าตัวน้อยทั้งหลาย
【แดด สบายจัง!】
【น้ำ! ชอบจัง!】
【ไม่มีแมลง เติบโตแข็งแรง!】
เมื่อเห็นรวงข้าวตรงหน้าอวบอิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด จี๋เหอก็เผยรอยยิ้มปลื้มใจแบบมารดา ก่อนหิ้วถังเปล่าเดินไปยังลำธาร
ศิษย์ทุกคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำไร่ในสวนร้อยสมุนไพรต้องรับผิดชอบดูแลแปลงวิญญาณ 2 หมู่ จี๋เหอก็เช่นกัน
แปลงวิญญาณที่นางได้รับอยู่ในมุมห่างไกลที่สุดของสวนร้อยสมุนไพร ทั้งดินวิญญาณยังแร้นแค้นที่สุด หากไม่ใช้ผงปรับปรุงดินหยวน ก็ปลูกได้เพียงข้าววิญญาณชั้นต่ำ
ตามกฎของสวนร้อยสมุนไพร มีเพียงศิษย์ที่ปลูกข้าววิญญาณชั้นสูงได้อย่างสม่ำเสมอเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์รับภารกิจปลูกพืชวิญญาณชนิดอื่น ผู้ดูแลใช้วิธีนี้ก็เท่ากับตัดหนทางที่จี๋เหอจะอาศัยการปลูกพืชวิญญาณไต่เต้าขึ้นไป
ศิษย์คนอื่นมีพลังวิญญาณ จึงฝึกวิชาเมฆาฝน เพียงขยับนิ้วร่ายเคล็ดก็เรียกเมฆามารดน้ำได้เอง ไม่ต้องลงมือด้วยตนเอง ทั้งยังฝึกควบคุมพลังวิญญาณอย่างละเอียดได้ไปพร้อมกัน เรียกได้ว่าได้ประโยชน์หลายทาง
ส่วนจี๋เหอที่ตำหนักตันเถียนและเส้นชีพจรวิญญาณพิการทั้งคู่ ชีวิตก็ลำบากกว่าใคร ทำอะไรก็ต้องลงแรงเองทั้งหมด
สิ่งเดียวที่ทำให้นางสบายใจคือแปลงวิญญาณอยู่ใกล้ลำธารที่สุด เดินไม่กี่ก้าวก็ถึง
นางเดินมาถึงริมลำธารอย่างคุ้นเคย กำลังจะตักน้ำ ทันใดนั้นแมวลายดอกตัวหนึ่งที่มีขนเรียบลื่นก็โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม
ในสวนร้อยสมุนไพรปลูกแต่พืชวิญญาณ จึงตั้งค่ายกลป้องกันไว้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์วิญญาณหรือสัตว์ทั่วไป หากมีขนาดเกินกำหนดก็เข้ามาไม่ได้
ข้ามมิติมาหลายวัน นอกจากหนอนกินวิญญาณแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่จี๋เหอเห็นสัตว์ตัวเป็น ๆ จึงอดประหลาดใจไม่ได้
แมวลายดอกทำราวกับไม่เห็นหญิงสาวอีกฝั่ง เดินเอื่อย ๆ ไปยังริมน้ำ จ้องมองลำธารอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นอุ้งเท้าฟูฟ่องออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าปลาสีเขียวตัวหนึ่งที่ใหญ่กว่ามันถึงสองเท่าขึ้นมา
จี๋เหอที่บังเอิญได้เห็นแมวออกล่าอดร้อง “ว้าว” ไม่ได้ นางวางถังลงแล้วปรบมือให้เจ้าเหมียว
แมวลายดอกกำลังจะคาบปลาตัวใหญ่จากไป มันเอียงศีรษะมองหญิงสาวผอมแห้งฝั่งตรงข้าม แล้วหันมามองปลาตัวอวบอ้วนตรงหน้า หูฟูฟ่องขยับไหว ก่อนยกอุ้งเท้าตบพื้น
ปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง “ฟ้าว” กระโจนพ้นผิวน้ำ ร่วงลงมาสลบอยู่ตรงหน้าจี๋เหอ
จี๋เหอ (⊙ˍ⊙)
แมวในโลกบำเพ็ญเซียนเก่งชะมัด!
“เหมียว~” เมื่อเห็นหญิงสาวยืนเอ๋อไม่ขยับ แมวลายดอกก็ร้องเรียกนางหนึ่งครั้ง สะบัดหางแล้วคาบปลาสีเขียวตรงหน้าจากไป
“นี่ฉันโดนแมวป้อนอาหารเหรอเนี่ย?” จี๋เหอพึมพำเสียงเบา
น่าเสียดาย ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจะกินปลา
นางก้มลงเก็บปลาตัวใหญ่ที่แกล้งสลบขึ้นมา แล้วปล่อยมันกลับลงลำธาร
ปลาตัวใหญ่ที่แกล้งสลบสะบัดหาง ว่ายหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งละอองน้ำระยิบระยับไว้เป็นทาง
จี๋เหอหันไปตักน้ำใส่ถัง แล้วยกกลับไปรดต้นข้าววิญญาณ
【กระหาย! กระหายน้ำเหลือเกิน!】
【ขอน้ำ! น้ำ!】
“อย่าเพิ่งร้อนใจ มีให้ทุกต้น มีให้ทุกต้น” จี๋เหอเดินไปเดินกลับหลายเที่ยว กว่าจะรดน้ำให้ทั่วถึงจนต้นข้าววิญญาณทุกต้นดื่มจนอิ่ม
นางบีบนวดแขนที่เมื่อยล้า แล้วนั่งลงบนคันนา เริ่มเล่าเรื่องซุบซิบที่ได้ยินมาจากพืชต้นอื่นให้ต้นข้าววิญญาณฟัง
ตั้งแต่เรื่องศิษย์ของเซียนแท้เซียวเผลอกลายเป็นหิน เกือบอดตายไปด้วย จนถึงเรื่องศิษย์พี่หวังแห่งยอดเขาตันเสียทอดทิ้งภรรยากับลูกจนถูกตามมาถึงที่
ตั้งแต่เรื่องศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักเหอฮวนกดข่มอวี้ซานจวินจนถูกส่งไปขุดเหมือง ไปจนถึงเรื่องสัตว์เลี้ยงวิญญาณของประมุขยอดเขาควบคุมสัตว์ชอบแอบขโมยถุงเท้าเหม็น ๆ ที่คนอื่นใส่แล้ว
น้ำเสียงของนางขึ้นลงเร้าอารมณ์ พูดเก่งเสียจนลงเขาไปเล่านิทานหาเลี้ยงชีพได้
ต้นข้าววิญญาณฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ทั้งยังมีความสุขมาก รวงข้าวที่ห้อยอยู่ค่อย ๆ อวบอิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหาร จี๋เหอก็ตบก้นลุกขึ้น บอกลาต้นข้าววิญญาณแล้วรีบวิ่งเหยาะ ๆ ไปโรงอาหารเพื่อแย่งอาหาร
ศิษย์ฝ่ายนอกมีจำนวนมาก แต่โรงอาหารมีเพียงแห่งเดียว ไปช้าหน่อยแม้แต่น้ำแกงสักคำก็ยังตักไม่ทัน
“จี๋เหอ ทางนี้!”
ที่มุมหนึ่งของโถงโรงอาหาร สวี่โยวโยวนั่งอยู่ข้างโต๊ะ พอเห็นจี๋เหอวิ่งเข้ามาก็ลุกขึ้นโบกมือเรียกทันที
หญิงสาวสวมชุดศิษย์ฝ่ายนอกสีน้ำเงิน ใบหน้างดงาม คิ้วตาประณีต มุมปากด้านขวามีไฝแดงเม็ดเล็ก
ตรงหน้านางวางชามใบใหญ่ไว้สองใบ อาหารข้างในยังมีไอร้อนลอยกรุ่น
จี๋เหอตาเป็นประกาย รีบเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามนาง
“เจ้าไม่ได้จะเอาพืชวิญญาณไปส่งให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องฝ่ายในหรอกหรือ เหตุใดจึงกลับมาเร็วถึงเพียงนี้?”
