ฝนแดงโปรยลงมาจากฟากฟ้า นับแต่นั้นมา ฝนทุกครั้งก็ไม่ต่างจากยาพิษที่ราดลงบนโลก
ธาตุลึกลับที่มากับสายฝนทำให้พืชและสัตว์กลายพันธุ์ มนุษยชาติต้องเผชิญมหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จากสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ล่างสุด สัตว์ที่ครั้งหนึ่งเคยไม่มีใครชายตามอง บัดนี้กลับกลายเป็นนักล่าบนสุดของห่วงโซ่อาหาร
นี่คือปีที่สิบหลังภัยพิบัติ และเป็นวันแรกที่เจียงหลี่ทะลุมิติมา
——
เขตปลอดภัยที่เก้า
โรงทอผ้า
“ดูภายนอกเหมือนคนดี ที่ไหนได้กลับไม่เอาไหนเลย!”
“เสี่ยวหลีเอ๊ย! เธออยู่กับเขามาตั้งหกปี กว่าจะซื้อบ้านในเขตปลอดภัยได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พอหันมาก็เลิกกับเธอ นี่มันชัด ๆ ว่าพอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้ง!”
ท่ามกลางเสียงเครื่องทอผ้าดัง “กึก กึก” อันอื้ออึง น้ำเสียงแหลมสูงของหลี่ชุนฟางกลับดังทะลุออกมาอย่างชัดเจน
หญิงสาวที่กำลังฟังเธอพูดเพียงม้วนผ้าดิบในมืออย่างสงบนิ่ง “คะแนนที่ใช้ซื้อบ้านเป็นเงินทางบ้านเขาออกให้ทั้งหมดค่ะ”
“ทางบ้านเขาออกให้แล้วอย่างไร? ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรซื้อบ้านปุ๊บแล้วเลิกกับเธอปั๊บสิ!”
“ทำให้เธอเสียเวลาไปตั้งหกปีโดยไม่มีเหตุผล วัยสาวของผู้หญิงคนไหนก็มีค่าเหมือนกันทั้งนั้น!”
หลี่ชุนฟางทั้งร้อนใจทั้งโกรธ “ฉันว่าเก้าในสิบต้องนอกใจแน่”
“เธอยังจำได้ไหม ครั้งก่อนฉันบอกว่าเห็นเขากับผู้หญิงคนหนึ่งทำตัวคลุมเครือกันอยู่...”
เจียงหลี่ฟังหลี่ชุนฟางพูดไม่หยุด แต่ก็เงียบไม่ตอบ
ไม่กี่นาทีต่อมา เธอม้วนผ้าเสร็จแล้วดึงเชือกเบรกให้เครื่องหยุด ก่อนจะยืดตัวขึ้นยืน “ป้าหลี่ ฉันต้องไปแล้วค่ะ”
“ไป?”
หลี่ชุนฟางมองเธออย่างงุนงง “วันนี้เลิกงานเร็วจัง? ไม่ทำต่ออีกสักหน่อยหรือ? เมื่อก่อนเธอชอบทำงานล่วงเวลาไม่ใช่เหรอ เอาแต่คิดว่าจะสะสมคะแนนให้ได้เยอะ ๆ...”
“ฉันไม่ทำที่นี่แล้วค่ะ เมื่อกี้เพิ่งไปแจ้งลาออกกับผู้จัดการโรงงานมา” เจียงหลี่ตอบ
หลี่ชุนฟางชะงักมือทันที “เธอไม่ทำที่นี่แล้วจริง ๆ เหรอ?”
“คนธรรมดาจะหางานทำในเขตปลอดภัยไม่ใช่เรื่องง่าย งานในโรงทอมีคนแย่งกันทำตั้งมากมาย แล้วเธอจะใช้ชีวิตยังไงถ้าไม่มีงานนี้?”
คำว่า “คนธรรมดา” ที่หลี่ชุนฟางพูดถึง หมายถึงคนที่ไม่ได้วิวัฒนาการ
หลังเกิดภัยพิบัติ สภาพแวดล้อมโดยรวมทำให้ร่างกายของมนุษย์บางส่วนวิวัฒนาการขึ้นเองตามธรรมชาติ ทางการแบ่งประเภทคร่าว ๆ เป็นการวิวัฒนาการด้านพละกำลัง ด้านความเร็ว และด้านสมอง เรียกรวมกันว่าผู้วิวัฒนาการ ซึ่งมีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละห้าของมนุษยชาติ
เจียงหลี่เป็นเพียงคนธรรมดา เธอไม่ใช่ผู้วิวัฒนาการ
การเอาชีวิตรอดของคนธรรมดาในเขตปลอดภัยนั้นยากลำบากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะตำแหน่งงานไหน ผู้วิวัฒนาการก็ได้รับสิทธิ์ก่อนทั้งนั้น
“ฉันซื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่งนอกเขตปลอดภัย กะว่าจะไปทำไร่ค่ะ” เจียงหลี่ตอบ
“ทำไร่?”
หลี่ชุนฟางเบิกตาค้าง
“เธอบ้าไปแล้วหรือไง? อยู่ในเขตปลอดภัยดี ๆ ทำไมต้องออกไปทำไร่ด้วย? ข้างนอกอันตรายจะตายไป! ที่นั่นเป็นอาณาเขตของสัตว์กลายพันธุ์ทั้งนั้น เธอเป็นผู้หญิงคนเดียว แถมไม่ใช่ผู้วิวัฒนาการ จะไปทำไร่ได้อย่างไร?”
เจียงหลี่ปลดกระดุมแล้วถอดชุดทำงานตัวนอกออก “เขตเพาะปลูกมีหน่วยลาดตระเวนออกตรวจเป็นประจำ ถ้าระวังตัวหน่อยก็คงไม่เป็นไรค่ะ”
เธอถือเสื้อผ้าแล้วหันหลังเดินไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อ
ด้านหลัง น้ำเสียงเป็นห่วงของหลี่ชุนฟางดังตามมา “หน่วยลาดตระเวนจะคอยดูแลเธอได้ตลอดเวลาหรือไง? เธอรู้ไหมว่าทำไมสัญญาเช่าที่ดินถึงมีตั้งมากมายที่ขายไม่ออก? ก็เพราะคนที่ออกไปนอกเขตปลอดภัย สิบคนมีถึงเก้าคนที่ตายอยู่ข้างนอกนั่นแหละ!”
“เสี่ยวหลีเอ๊ย ลองคิดให้ดีนะ อยู่ในเขตปลอดภัยถึงจะไม่ร่ำรวยมหาศาล อย่างน้อยก็ยังมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยและชีวิต...”
เจียงหลี่จะไม่รู้เหตุผลข้อนี้ได้อย่างไร
แต่เธอไม่ชอบงานที่ทำอยู่ แค่ทำไปครึ่งวันก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังแล้ว สายการผลิตที่ต้องทำงานสามกะ ท่าทางซ้ำซากเหมือนเครื่องจักร คะแนนที่หาได้แทบพอแค่ค่าเช่ากับเสบียงประทังชีวิต มองไปทางไหนก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุด
จริงสิ เธอเพิ่งทะลุมิติมาที่นี่เมื่อเช้านี้ ก่อนทะลุมิติมา โลกเดิมของเธอเป็นอดีตหน่วยรบพิเศษที่ปลดประจำการแล้ว
ส่วนเจ้าของร่างเดิม ผู้หญิงที่ถูกอีกฝ่ายข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้ง เพราะทนรับแรงกระแทกจากการถูกบอกเลิกไม่ไหว จึงกรีดข้อมือฆ่าตัวตายตั้งแต่เช้า ตอนที่เจียงหลี่ทะลุมิติมา เลือดของเจ้าของร่างเดิมไหลนองเต็มพื้น จนตอนนี้เธอยังเวียนหัวเพราะเสียเลือดมาก
เจียงหลี่ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมฆ่าตัวตายเพราะรักผู้ชายคนนั้น หรือเพราะทำใจไม่ได้ ทั้งที่อีกไม่นานก็จะได้ใช้ชีวิตสุขสบายในบ้านของตัวเองแล้ว แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเองเป็นเพียงคนถักชุดแต่งงานให้คนอื่น...
แต่ไม่ว่าอย่างไร การฆ่าตัวตายก็เป็นการกระทำของคนขี้ขลาด อย่างน้อยในตัวเลือกของเธอ ไม่เคยมีคำว่า “ฆ่าตัวตาย” อยู่เลย
เมื่อออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อ เจียงหลี่ก็ส่งบัตรผ่านประตูโรงงานให้หลี่ชุนฟาง “ฉันเก็บของส่วนตัวไปหมดแล้วค่ะ รบกวนป้าช่วยเอาบัตรนี่ไปให้หัวหน้ากลุ่มด้วยนะคะ ป้าหลี่ ขอบคุณที่ดูแลฉันมาตลอด ช่วงหน้า ถ้าฉันปลูกผักได้แล้วจะเอากลับมาให้ป้าลองชิมค่ะ”
หลี่ชุนฟางไม่ได้หวังจะได้กินผักที่เจียงหลี่ปลูกเลยสักนิด
“แค่เธอรอดชีวิตกลับมาได้ ฉันก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว”
ญาติคนหนึ่งของเธอเคยทำไร่จนตาย ศพถูกสัตว์กลายพันธุ์แทะจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก หลี่ชุนฟางจึงรู้สึกว่าการทำไร่เป็นเรื่องน่ากลัวมาก
ออกจากโรงทอผ้ามาประมาณห้าร้อยเมตร ก็ถึงห้องเช่าของเจียงหลี่
ที่ดินในเขตปลอดภัยมีจำกัด อาคารบ้านเรือนจึงปลูกสร้างกันอย่างหนาแน่น ระยะห่างระหว่างตึกไม่ถึงสองเมตร ทั้งไม่มีแสงแดดส่องถึงและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
เจียงหลี่เดินเข้าไปในอาคารสูงกว่าห้าสิบชั้น แล้วนั่งลิฟต์เก่าโยกเยกขึ้นไปยังชั้นสามสิบสอง
เธอผลักประตูบานหนึ่งเข้าไป ด้านในเป็นห้องกั้นหกห้อง แบ่งพื้นที่ด้วยแผ่นยิปซัม
แต่ละห้องมีพื้นที่ไม่ถึงสิบตารางเมตร แม้ยืนอยู่ในทางเดินก็ยังได้ยินเสียงเด็กร้องไห้งอแง เสียงผู้ชายไอ และเสียงผู้หญิงด่าทอ ดังมาจากแต่ละห้องอย่างชัดเจน...
ทุกสิ่งเหล่านี้ทำให้เจียงหลี่รู้สึกหายใจไม่ออก
โลกเดิมเธอพอมีเงินอยู่บ้าง อาศัยอยู่คนเดียวในคฤหาสน์ขนาดห้าร้อยตารางเมตร หลังเกษียณยังสร้างฟาร์มพักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองหลวง
สรุปคือ หลังทะลุมิติมา เธอรู้สึกเหมือนตกจากสวรรค์ลงสู่นรก ไม่มีคฤหาสน์หลังใหญ่ ฟาร์มที่ชอบก็ไม่มีแล้ว
ต้องเบียดกันอยู่ในห้องกั้น แค่ผักสักใบก็ยังซื้อกินไม่ไหว
ในโลกนี้ บ้านเป็นสิ่งของราคาแพงเกินเอื้อม บ้านในเขตปลอดภัยต่อให้คนธรรมดาทำงานทั้งชีวิตก็ยังซื้อไม่ไหว
ยกตัวอย่างเจียงหลี่ คะแนนที่เธอหาได้ต่อเดือนมีอยู่ 2,400 คะแนน
ธัญพืชหยาบหนึ่งชั่งที่สถานีเสบียงขายในราคาห้าสิบคะแนน อาหารหลักยี่สิบชั่งที่ต้องใช้ประทังชีวิตหนึ่งเดือนต้องจ่ายหนึ่งพันคะแนน ส่วนห้องเช่าราคาถูกที่สุดในเขตปลอดภัยก็ยังอยู่ที่เดือนละ 1,200 คะแนน
ค่าเสบียงกับค่าเช่ารวมกันเป็น 2,200 คะแนน คะแนนที่เหลืออีกสองร้อย ต่อให้จะซื้อยาแก้หวัดสักสองสามเม็ดยังแทบไม่พอ
ขณะที่เจียงหลี่เสียบกุญแจเข้าไปในรูกุญแจ ประตูห้องข้าง ๆ ก็ถูกผลักเปิดจากด้านใน
หวังเจี้ยนจวินเดินออกมา พอเห็นเจียงหลี่ สายตาก็เกาะติดอยู่บนตัวเธอทันที
“อ้าว เสี่ยวหลีกลับมาแล้วเหรอ?”
เจียงหลี่ขมวดคิ้ว ไม่พูดอะไร
หวังเจี้ยนจวินเอ่ยว่า “ได้ยินว่าเธอเลิกกับแฟนแล้วเหรอ?”
เจียงหลี่บิดลูกบิดประตู เตรียมจะเข้าไปข้างใน
หวังเจี้ยนจวินขยับเข้ามาขวาง มือแตะข้อมือเธอ เสียงเหนียวหนืดดังข้างหูเจียงหลี่
“ในเมื่อไอ้แซ่สวี่ไม่เอาเธอแล้ว เธอมาอยู่กับฉันดีไหม?”
เจียงหลี่มองมือดำคล้ำที่ยื่นมาแตะเธอ
“อยู่กับคุณเหรอ? คุณเป็นผู้วิวัฒนาการหรือเปล่า?”
หวังเจี้ยนจวินหัวเราะคิกคัก “ฉันเป็นผู้วิวัฒนาการด้านความเร็วระดับหนึ่ง ถ้าเธออยู่กับฉัน...”
เขายังพูดไม่ทันจบ หมัดหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่เขา
หวังเจี้ยนจวินรู้สึกเพียงชั่วขณะเหมือนมีบางอย่างระเบิดขึ้นในสมอง ภาพตรงหน้าพลันมืดวูบ ก่อนจะหมดสติไป
เจียงหลี่มองผู้ชายที่ล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น แล้วก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา
ที่แท้ผู้วิวัฒนาการระดับหนึ่งของโลกนี้ก็เป็นแบบนี้เอง ความแตกต่างจากคนธรรมดาก็ไม่ได้มากนัก
