หลังจากปรึกษากันอยู่นาน ในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อผัดหมูพริกหนึ่งจาน
“พี่เจียงเหยียน พวกเราจะซื้อผักของพี่ แล้วก็อยากซื้อข้าวด้วย ข้าวชามละเท่าไหร่เหรอ?”
กินแต่กับข้าวไม่กินข้าวคงไม่ได้แน่
เจียงเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ชามละ 20 แต้มแล้วกัน”
ข้าวขาวชามหนึ่งหนักแค่ 0.2 ชั่ง ต้นทุน 16 แต้ม เขาได้กำไร 4 แต้ม ไม่ขาดทุน
เสี่ยวซู่บอกว่า “พวกเราจะเอาข้าวเจ็ดชาม”
“พี่เจียงเหยียน ขอผัดหมูพริกเพิ่มให้พวกเราอีกหน่อยได้ไหม? พี่เป็นพ่อครัวที่เก่งที่สุดเลย อาหารที่พี่ทำหอมกว่าอาหารในร้านแถวเขตปลอดภัยตั้งเยอะ พวกเราเลยอยากกินอีกหน่อย”
เจียงเหยียนหัวเราะจนหยุดไม่อยู่ ถ้าอยากให้เขาตักกับข้าวเพิ่มก็บอกมาตรง ๆ ยังจะมาประจบกันอีก
แต่คำประจบนี้ดันถูกใจเขาเข้าเต็ม ๆ อาหารที่เขาผัดจะต้องอร่อยอยู่แล้ว เขาตั้งปณิธานตั้งแต่เด็กว่าจะเป็นเทพพ่อครัวนี่นา!
“ได้! เห็นแก่ที่พวกปากหวานกันขนาดนี้ เดี๋ยวผัดจานใหญ่ให้เลย”
ผัดหมูพริกเสร็จยกลงจากเตา
กลิ่นกระทะยังไม่ทันจาง พริกหยวกเคลือบน้ำมันเป็นเงา ผิวเกรียมเป็นลายเสือ ส่วนหมูถูกผัดจนขอบเหลืองกรอบ กลิ่นหอมและกลิ่นเผ็ดลอยปะทะหน้า
เด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งน้ำลายไหลย้อย
เจียงเหยียนยกโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวเล็กมา วางจานอาหารลงบนโต๊ะ แล้วหยิบชามกับตะเกียบให้พวกเขาคนละชุด ก่อนจะตักข้าวใส่ชามให้เรียบร้อย
เสี่ยวซู่โอน 240 แต้มให้เจียงเหยียน รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะกว่าจะเก็บขยะหาแต้มมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พอเห็นผัดหมูพริกจานใหญ่ก็เลิกเสียดายทันที คว้าตะเกียบลงมือกินเลย!
