"อืม"
เซี่ยซีม่อตอบรับเบา ๆ อย่างเคยชิน ทว่ากลับเอ่ยประโยคไร้อารมณ์
"เป็นยังเห็นคน ตายยังเห็นวิญญาณ เหตุใดไม่ไปตามหาเองเล่า"
เพียงประโยคนี้ ก็ทำให้อารมณ์ที่เพิ่งพลุ่งพล่านของเหรินเฟิงเจวี๋ยถูกกดลงในพริบตา
นางไม่สันทัดคำปลอบประโลม
เอ่ยได้แต่ความจริงเท่านั้น
ส่วนเขาเอง ก็ไม่เคยออกตามหาจริง ๆ
เรื่องนั้นเกิดตอนเขายังเด็กนัก อายุเพียงไม่กี่ขวบ เพิ่งเริ่มจดจำเรื่องราวได้
เขาจำได้เพียงหลังจากตื่นขึ้น เห็นบิดามีสีหน้าเคร่งเครียดกับขอบตาสีแดงก่ำ
มารดากอดเขาแล้วว่า "ต่อไปอย่าไปเรือนหนานชวนตามหาเสี่ยวชูของเจ้าอีก"
"เหตุใดหรือ"
เรือนหนานชวนมีของแปลกตาหาดูที่อื่นยาก แล้วเสี่ยวชูก็รู้จักเอาใจให้เขามีความสุข
สำหรับเด็กน้อยไม่กี่ขวบ ที่นั่นคือสถานที่น่าสนใจที่สุดในจวนโหว
มารดาลูบศีรษะเขา ปลอบว่า "เขาไปยังที่ห่างไกลมาก"
เขารีบถามว่า "แล้วเขาจะกลับมาเมื่อใด"
"ยังไม่แน่ บางทีอาจต้องรอให้เจ้าเติบใหญ่"
ภายหลังเมื่อเขาโตขึ้นหน่อย วันหนึ่งบังเอิญนึกขึ้นได้ก็ไปถาม แต่กลับถูกบิดาดุเอาอย่างหนัก
"ต่อไปห้ามเอ่ยถึงเสี่ยวชูของเจ้าอีก"
เขาถามว่าเหตุใด สีหน้าบิดายิ่งน่ากลัว แววตาก็เต็มไปด้วยการตักเตือน
"ห้ามก็คือห้าม อย่าได้ถามอีก"
เมื่อหวนนึกขึ้นตอนนี้ เขายังรู้สึกได้ถึงพลังอารมณ์ที่บิดาสะกดไว้ กับวาจาที่มารดาเอื้อนเอ่ยอย่างยากเย็น
