เมื่อเห็นฟูเจี่ยเดินกร่างเข้ามา พลางยกมือขึ้นเตรียมจะสั่งสอนผู้คน
เหรินเฟิงเจวี๋ยกลับขวางเบื้องหน้านาง พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ผู้ดูแลคิดจะขัดขวางการทำงานของข้าหรือ?”
ถูกแววตาเย็นเยียบของเขากวาดมอง ฟูเจี่ยพลันได้สติ รีบล่าถอยออกไป และคุกเข่าคำนับบนพื้น
“หม่อมฉันไม่กล้า หม่อมฉันเพียง…”
นางดูจะสำนึกผิดอยู่บ้าง ลังเลอยู่นาน กว่าจะหาข้ออ้างได้ “หม่อมฉันเพียงเกรงว่าเด็กสาวจะพูดจาไม่เป็น รังแต่ทำให้ท่านตรวจคดีล่าช้า”
เหรินเฟิงเจวี๋ยยังคงถามเย็นชาว่า “เมื่อครู่ซือเมิ่งกล่าวว่า ภายในหอเกิดเหตุทำร้ายร่างกายหลายครั้ง เป็นความจริงหรือไม่?”
ใบหน้าฟูเจี่ยดูไม่ได้ นางย่อมไม่ต้องการให้เรื่องเหล่านี้แพร่งพรายออกไป จึงพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกครั้ง “เป็นเพียงการโต้เถียงเล็กน้อยระหว่างหญิงสาวในหอเท่านั้น ในที่ที่มีสตรีมากย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา”
คำพูดนี้ฟังดูขัดหูไม่น้อย
อันที่จริงเหตุการณ์ลงไม้ลงมือ ระยะนี้เกิดขึ้นแล้วมิใช่ครั้งเดียว กระทั่งชุนฮวาหญิงงามอันดับหนึ่งผู้มีนิสัยดีมาโดยตลอด เมื่อวานยังลงมือทำร้ายผู้คน
ที่ลงมือด้วยนั้น ยังเป็นแขกผู้มีเกียรติ
ควรรู้ว่าชุนฮวาตั้งแต่เขาหอหงซิ่วโหลวมา นอกจากอุปนิสัยอ่อนโยนแล้ว ฝีมือปรนนิบัติก็เยี่ยมยอด ขุนนางผู้ดีต่างพากันแย่งชิงเรียกใช้นาง
ทว่าคืนวานนี้เอง นางกลับทำร้ายคุณชายอู๋บุตรขุนนางกรมคลังในห้องของตน
เวลานั้น คุณชายอู๋ออกมาจากห้อง ใบหน้าถูกเล็บข่วนเป็นแผล
