อวี๋หลางยกมือลูบอกแล้วหันกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ
“แม่นางเยากวง เจ้าจะเลิกนิสัย ‘มีประตูไม่เดิน ดันชอบปีนหน้าต่าง’ นี้ได้เมื่อใด”
เยากวงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “นิสัยส่วนตัว ยากจะแก้”
“อีกอย่าง ท่านเหรินยังไม่ปริปากว่าใด นี่มันกรมอาญาเชียวนะ”
อวี๋หลางฟังแล้วคับแค้นใจนัก หมายจะลุกขึ้นต่อล้อต่อเถียง
แต่เหรินเฟิงเจวี๋ยใช้นิ้วเคาะโต๊ะว่า “ท่านเส้าชิงอวี๋!”
รู้แก่ใจว่าท่านเหรินต้องเข้าข้างนางเป็นแน่ อวี๋หลางจึงจำใจทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ดั่งเดิม แล้วยกชาขึ้นจิบพลางข่มอารมณ์
“เยากวง เช่นนั้นเจ้าก็ว่ามา ว่าสืบพบ ‘พยานหลักฐาน’ อะไรอีก”
เมื่อเป็นคำถามจากเหรินเฟิงเจวี๋ย ท่าทีของเยากวงก็ดูเคารพนบนอบขึ้นมาก นางกล่าวว่า “ผู้น้อยได้สอบสวนพ่อบ้านแซ่โจวนั่นแล้ว”
เทียบกับวิธี ‘ลอบสืบและตรวจตราลับๆ’ ของอวี๋หลางแล้ว เยากวงจากกรมองครักษ์เงานั้นคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวในจวนสกุลมู่ราวกับเงา
นางอาศัยวิชาตัวเบาชั้นยอดแทรกตัวเข้าไป พบว่าหลังจากฮูหยินสกุลมู่ต้องโทษและผูกคอตายในคุกแล้ว ในจวนก็ปลดปล่อยคนรับใช้จำนวนมากไป คงเหลือก็แต่บ่าวเก่าสองสามคนเฝ้าดูแลเรือน
จวนที่กว้างใหญ่โอฬารกลับเต็มไปด้วยความอึมครึมไร้ชีวิตชีวา ส่วน ‘คุณหนูมู่’ ที่ล่ำลือกัน ก็ไร้วี่แวว
เมื่อพบความผิดสังเกตแล้ว เยากวงก็จัดการจับพ่อบ้านคนนั้นมาสอบถามโดยตรง
ครั้นถามถึงเบาะแสของเซี่ยซีม่อกับมู่ทิงทิง พ่อบ้านโจวก็ให้คำตอบเช่นนี้
“หลังจากฮูหยินเกิดเรื่อง คุณหนูพี่ผู้น้องก็เข้ากรุงไปยังจวนโหวแล้ว”
“ส่วนคุณหนูของบ้านเรา... ก็น่าสงสารนัก”
