“ป๋อชือเหยียน ที่นี่ไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่ฉันจากไปเลยสักนิด”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ปล่อยมือป๋อชือเหยียน แล้วเดินสำรวจบ้านหลังนี้ที่เธอซื้อให้เขาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ป๋อชือเหยียนยืนนิ่งอยู่ตรงประตู ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขามาที่นี่นับครั้งไม่ถ้วน และเคยจินตนาการซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าภาพตรงหน้าในวันนี้จะกลายเป็นจริงทันทีที่เปิดประตูอีกครั้ง ทว่าแต่ละครั้งเขาก็ทำได้เพียงแบกความผิดหวัง ก้าวผ่านความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างเข้ามา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น รำลึกถึงเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
แต่ตอนนี้ ป๋อชือเหยียนกำลูกบิดแน่น ความคาดหวังทั้งหมดกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง จนกระทั่งได้กุมมือที่ไม่ใช่เพียงภาพฝันอีกต่อไป มุมปากของเขาจึงค่อย ๆ ยกขึ้น
สายตาทอดไปยังด้านข้างของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ มองขนตายาวงอนที่ไหวระริกอยู่ใต้แสงตะวัน จู่ ๆ ป๋อชือเหยียนก็รู้สึกคันยุบยิบที่ปลายนิ้ว อยากยื่นมือไปจับ อยากให้มันขยับอยู่ในฝ่ามือของเขา
สายตาค่อย ๆ เลื่อนต่ำลง สันจมูกโด่ง ริมฝีปากชุ่มฉ่ำสีระเรื่อ เมื่อขยับเผยออ้า ก็เห็นฟันขาวเรียงสวยและปลายลิ้นเล็ก ๆ ที่มีประกายวาววับ
ราวกับภาพตรงหน้าถูกขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สายตาคมกริบจับจ้องอยู่ตรงนั้น ส่วนเสียงหวานนุ่มข้างหูกลับถูกตัดออกไปโดยอัตโนมัติ ลูกกระเดือกขยับกลืนน้ำลายที่เอ่อขึ้นช้า ๆ ทั้งร่างของเขาแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์
“ป๋อชือเหยียน ป๋อชือเหยียน!”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เขย่ามือเขาพลางเรียกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ คิ้วดำขลับเริ่มขมวดเข้าหากันน้อย ๆ หางตาตกลงเล็กน้อย เติมความน้อยใจให้ใบหน้างามสะดุดตาเสียจนใครเห็นก็อดสงสารไม่ได้
