“มานี่สิ พี่เช็ดปากให้”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์แอบมาที่ห้องประชุมสภานักเรียนในช่วงพักเพื่อกินมื้อเช้า พอได้ยินประโยคนั้น หัวใจก็พลันกระตุก เธอเงยหน้าขึ้นมองลู่จื้ออย่างหวาด ๆ ชายหนุ่มยังคงเงียบขรึมและสงบนิ่ง
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เม้มริมฝีปากล่าง ทำให้ริมฝีปากที่มันวาวอยู่แล้วแดงระเรื่อยิ่งขึ้น ราวกับกุหลาบหลังฝนที่สดใสเปล่งประกาย
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ส่ายศีรษะเล็ก ๆ แล้วมองสีหน้าของลู่จื้ออย่างระมัดระวัง “หรือไม่ฉันเช็ดเอง...”
ยังพูดไม่ทันจบ หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าทั่วทั้งร่างของลู่จื้อราวกับปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็ง ทั้งเย็นชาและอ้างว้าง
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ถอนหายใจเงียบ ๆ สุดท้ายก็ยังเชื่อฟัง เงยหน้าขึ้นให้ลู่จื้อเช็ดปากให้ ราวกับตุ๊กตาที่ปล่อยให้คนอื่นจัดการตามใจ
ลู่จื้อลงมืออย่างละเอียดอ่อน ทิชชูเปียกนุ่มนิ่มค่อย ๆ ซับริมฝีปาก ไล้เข้าไปลึกกว่าเดิมอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มองเห็นชัด เขาจึงโน้มเข้ามาใกล้มาก ตั้งใจดูแลบริเวณอันบอบบางนั้นอย่างแสนทะนุถนอม
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์หลุบขนตายาว มองการกระทำของลู่จื้อเงียบ ๆ พลางนึกถึงคำพูดที่ฉู่หนิงซวงพูดกับเธอเมื่อครู่
“ลู่จื้อจะเกลียดเธอเหรอ? หา? หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ ฉันบอกแล้วไงว่าเธอนี่มันซื่อบื้อ”
“ผู้ชายเฮงซวยอย่างลู่จื้อแทบจะชอบเธอจนคลั่งอยู่แล้ว”
“แค่คนอื่นมองเธอทีเดียวเขาก็หึง แม้แต่ฉันเขายังหึงจนแทบจะกินเหล้าเป็นไห ถ้าเขาไม่ได้ชอบเธอ แล้วปากเธอจะบวมแบบนี้ได้ยังไง?”
“อย่ามาล้อเล่นน่า”
……
เมื่อทิชชูเปียกถูกเปลี่ยนเป็นกระดาษทิชชู หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ถึงได้หลุดจากห้วงบทสนทนานั้น
ลู่จื้อชอบเธอเหรอ?
