คราวนี้พอลืมตาขึ้นมา หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ไม่ได้เห็นผ้าห่มนุ่มนิ่มสีชมพูของตัวเอง แต่กลับเห็นแผงอกแข็งแกร่งแทน
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังยอมตื่นขึ้นมาในห้องตัวเองเสียมากกว่า เพราะลู่จื้อกำลังกอดเธอแน่นราวกับปลาหมึกยักษ์ อุณหภูมิจากร่างกายของทั้งคู่แผ่ซ่านและผสานเข้าหากัน จนช่วงใกล้รุ่งเธอนอนหลับไม่สนิทนัก
หลายครั้งเธอรู้สึกแทบหายใจไม่ออก จึงส่งเสียงงึมงำพลางพยายามดันลู่จื้อออก
แต่ลู่จื้อแค่คลายอ้อมแขนลงเล็กน้อย แล้วตบหลังเธอเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
หลังจากเป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังงัวเงียด้วยความหงุดหงิดก็เหมือนจะยกมือฟาดเขาไปเต็มแรง
คงฝันไปกระมัง เธอจะตีพี่ชายได้อย่างไร
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เม้มปาก พลางรู้สึกเลือนรางว่ามือของตัวเองเหมือนจะสัมผัสกับจุมพิตหนึ่ง และได้ยินเสียงปลอบโยนแผ่วเบาข้างหู
เมื่อถึงเวลาตื่นตามนาฬิกาชีวิต หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรม่านในห้องถูกปิดสนิทจนไม่มีแสงลอดเข้ามาเลย
เธอขยับแขนขา ก่อนจะพบว่าตัวเองถูกใครบางคนกอดไว้แน่นราวกับตุ๊กตา ขยับไปไหนไม่ได้เลย คราวนี้เธอตกลงไปในใยแมงมุมของลู่จื้อเข้าให้แล้ว!
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ดิ้นซ้ายทีขวาที แต่ก็ออกไปไม่ได้ แถมยังถูกกอดแน่นขึ้นอีก
เธอไม่เคยเป็นคนหงุดหงิดตอนตื่น ทว่าคราวนี้กลับโมโหขึ้นมา จึงงอเข่ากระทุ้งไปเบา ๆ ทันใดนั้นเสียงทุ้มแหบพร่าก็ดังขึ้นข้างหู ลมหายใจร้อนผ่าวตามมาติด ๆ พ่นรดหน้าผากของเธอ ฝ่ามือใหญ่ประคองท้ายทอยแล้วลูบเบา ๆ
“เสวี่ยเอ๋อร์เด็กดี อย่าเพิ่งขยับนะ”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์หยุดดิ้นทันที ดวงตาที่งัวเงียกะพริบปริบ ๆ พลันนึกถึงเรื่องทั้งหมดเมื่อคืนได้
