วันรุ่งขึ้น พอเจอหน้ากัน ถังเหวินถิงก็บ่นอุบใส่หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ทันที “เธอไม่รู้หรอกว่าพี่ชายเธอโรคจิตแค่ไหน แค่เรื่องเมื่อวานก็ถึงกับโทรไปหาพ่อฉันโดยเฉพาะ”
“เมื่อวานพ่อดุฉันตั้งสามชั่วโมง บอกว่าถ้าต่อไปฉันยังพาเธอไปรู้จักเพื่อนผู้ชายอีก จะส่งฉันไปเรียนต่างประเทศ”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ฟังแล้วมองเธอด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจพี่ชายเพราะคำบ่นของถังเหวินถิงแม้แต่น้อย กลับรู้สึกยินดีลึก ๆ ขึ้นมาแทน
ถังเหวินถิงทำหน้าบึ้ง “หัวเราะอยู่ได้ พวกเธอคนหนึ่งก็คลั่งน้องสาว อีกคนก็คลั่งพี่ชาย งั้นก็อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปทั้งชีวิตเลยแล้วกัน”
“ถ้าวันไหนเหวินเยี่ยน ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นทำอะไรให้เธอเสียใจ อย่ามาหาฉันก็แล้วกัน”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์รู้ว่าถังเหวินถิงเป็นห่วงเธอ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพี่ชายก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ จะกังวลเรื่องในอนาคตไปทำไม
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีวันนั้นจริง เธอคิดว่าพี่ชายคงไม่ทำให้เธอเสียใจหรอก เพราะเหวินเยี่ยนเป็นพระเอกของโลกใบนี้ เขาจะทำเรื่องที่ทำร้ายน้องสาวตัวเองได้อย่างไร
สวี่เจ๋อจิ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดข่มใจไม่ให้ลุกไปหาเธอ เมื่อคืนพ่อเพิ่งกำชับเขาอย่างเข้มงวดให้อยู่ห่างจากหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ บอกว่าเขาเอาอนาคตของตระกูลสวีมาเสี่ยงไม่ได้
หัวใจของสวี่เจ๋อจิ่งขมขื่น เขารู้ว่าคำพูดของพ่อไม่ใช่คำขู่ลอย ๆ และรู้ด้วยว่านี่ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดาจากเหวินเยี่ยน ยิ่งไม่ใช่คำเตือนในฐานะพี่ชายที่หวงน้องสาว
ความรักข้างเดียวกำลังจะจบลงด้วยการอกหัก แม้สวี่เจ๋อจิ่งจะไม่เต็มใจแค่ไหน ก็ไม่กล้าเข้าใกล้เธอ ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยการได้เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ ก็คงนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง
