หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของฟู่หลินยวน ทั้งสองเผชิญหน้ากันราวกับตอนที่เธอยังเป็นเด็ก มือใหญ่ข้างหนึ่งรองก้นเธอไว้ ส่วนอีกข้างประคองแผ่นหลังบอบบางอย่างมั่นคง เขาอุ้มเธอเดินเข้าไปในห้องทีละก้าว
“ฮือ...”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ซุกหน้าเข้ากับไหล่ ร่างทั้งร่างสั่นน้อย ๆ ทั้งหวาดกลัวและน้อยใจ
เธอเพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในร่างเด็กอีกแล้ว ฟู่หลินยวนจะมองเธอเป็นปีศาจไหม จะไม่ต้องการเธอแล้วหรือเปล่า?
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว แขนที่โอบรอบคอเขารัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ทันสังเกตว่าฟู่หลินยวนอุ้มเธอกลับมาถึงห้องแล้ว แถมยังล็อกประตูแน่นหนา
“ร้องไห้ทำไม?”
ฟู่หลินยวนทำหน้าเย็นชา ประคองเอวเธอแล้ววางลงบนตัก เขาข่มกลั้นความอยากยกมือเช็ดน้ำตาให้ และอดใจไม่กอดเธอไว้แน่นพลางบอกความยินดีที่ได้เธอกลับคืนมา
เขารู้ว่าเป็นเธอ เป็นน้องเสวี่ยเอ๋อร์ของเขา เป็นเจ้าตัวน้อยที่กลับมาแล้ว
แต่เขาก็ยังกลัว กลัวว่าเธอจะหายไปอีกเหมือนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
ใช่แล้ว ในโลกนี้ น้องเสวี่ยเอ๋อร์หายไปหลายสัปดาห์แล้ว
ตลอดหลายสัปดาห์นั้น ฟู่หลินยวนแทบจำไม่ได้ว่าตัวเองผ่านมันมาได้อย่างไร ราวกับใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิด ภาพที่น้องเสวี่ยเอ๋อร์หายไปวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว ความสุขทุกอย่างคล้ายเป็นเพียงความฝัน
มีเพียงตอนนอนอยู่บนเตียงหลังนี้ สูดกลิ่นของเจ้าตัวน้อยที่ยังหลงเหลืออยู่บนผ้าห่ม หัวใจจึงได้รับการปลอบประโลมขึ้นมาบ้าง
น้ำเสียงเย็นชาทำให้หยุนเสวี่ยเอ๋อร์สะเทือนใจ แขนที่โอบคอเขาคลายออก การไม่ได้รับคำเรียกอันสนิทสนมและคำปลอบโยนทำให้เธอหวาดหวั่นอย่างยิ่ง น้ำตาพร่าไปหมดจนสมองเชื่องช้า ลมหายใจถี่กระชั้น
