ฟู่หลินยวนอุ้มน้องเสวี่ยเอ๋อร์ที่หลับอยู่ในรถไปวางบนเตียงอย่างระมัดระวัง รออยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็ถือผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นผืนหนึ่งมาด้วย
ฟู่หลินยวนนั่งยองอยู่ข้างเตียง ใช้ผ้าค่อย ๆ เช็ดใบหน้าเล็กที่ร้องไห้จนแดงก่ำ ทุกครั้งที่เช็ด หัวใจของเขาก็ยิ่งเจ็บปวดขึ้นอีกนิด
บางทีเขาอาจคิดผิดไปก็ได้ ลูกน้อยของเขาเพิ่งอายุ 4 ขวบ ไม่จำเป็นต้องไปเข้าอนุบาลอะไรเลย
เธอติดเขาขนาดนั้น กระทั่งเข้าห้องน้ำยังต้องมายืนเฝ้าอยู่หน้าประตู แต่เขากลับทิ้งเธอไว้ในสถานที่ที่ไม่มีแม้แต่เงาของตัวเองอยู่นานทั้งเช้า
เขายังดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่คุณครูส่งมาให้ด้วย ตลอดทั้งเช้าดวงตาของเธอแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น หรือเธอถึงได้อดใจไม่ไหว แอบหลบไปร้องไห้คนเดียว?
พอคิดถึงตรงนี้ ฟู่หลินยวนก็แทบอยากย้อนเวลากลับไปเมื่อวาน
“ลูกจ๋า เราไม่ไปอนุบาลแล้วนะ”
ฟู่หลินยวนก้มลงจูบเปลือกตาบวมแดงของเธออย่างทะนุถนอมและเจ็บปวดใจ มีวิธีสอนอีกตั้งมากมายให้เธอเลือก เขาไม่จำเป็นต้องบังคับให้เธอปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตเป็นกลุ่ม
เมื่อนึกได้ดังนั้น ฟู่หลินยวนก็ห่มผ้าให้เธอเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องอย่างแผ่วเบา จากนั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรายชื่อติดต่อของผู้ช่วยเฉิน ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ฟู่หลินยวนจึงหันกลับไปทางห้อง
เขาคิดว่ารออีกสักครึ่งชั่วโมง ค่อยปลุกเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นมากินอะไร แล้วค่อยบอกข่าวดีนี้กับเธอไปด้วย
บอกเธอว่าไม่ต้องไปอนุบาลแล้ว ไม่ต้องห่างจากคุณพ่อแม้แต่ก้าวเดียว
แต่เมื่อเห็นว่าตำแหน่งบนเตียงซึ่งเดิมมีน้องเสวี่ยเอ๋อร์นอนอยู่กลับว่างเปล่า สมองและหัวใจของฟู่หลินยวนก็ว่างโหวงไปชั่วขณะ โทรศัพท์หลุดจากมือร่วงลงบนพรม ส่งเสียงกระแทกหนัก ๆ
