หยุนเสวี่ยเอ๋อร์เพิ่งอาบน้ำเสร็จและกำลังจะขึ้นเตียง จู่ ๆ ก็สะดุ้งกับเสียงที่ดังมาจากระเบียง เธอรีบคว้าโคมไฟตั้งโต๊ะแล้วเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นฟู่หยุนฉีที่มือถูกมัดปรากฏตัวตรงหน้า โคมไฟในมือก็ร่วงลงพื้นทันที
โชคดีที่พื้นห้องปูพรมหนาไว้ทั่ว โคมไฟที่ตกลงไปจึงแทบไม่ส่งเสียงดังเลย
ฟู่หยุนฉีมองหยุนเสวี่ยเอ๋อร์ที่ยืนเท้าเปล่าอยู่ตรงหน้าไม่ไกลด้วยสายตาลึกล้ำ
ใบหน้านั้นงดงามประณีตกว่าในรูปเสียอีก ทั้งยังชุ่มชื้นด้วยไอน้ำ ดูบริสุทธิ์แต่แฝงเสน่ห์เย้ายวนโดยธรรมชาติ ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย มองเห็นฟันขาวสะอาดราง ๆ
ผมที่เพิ่งเป่าแห้งฟูสลวยตกคลุมไหล่ เธอสวมชุดนอนสีขาวนวล ทั้งตัวดูนุ่มนิ่มราวกับก้อนเมฆบนฟ้า หรือปุยฝ้ายที่เพิ่งผลิบาน ราวกับเพียงแตะเบา ๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนเต็มมือ
หลังจากสบตากันอยู่หลายวินาที หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ก็ได้สติ “ฟู่... ฟู่หยุนฉี?”
เสียงที่คิดถึงมาตลอดหนึ่งเดือนดังขึ้นข้างหูอย่างแท้จริง หัวใจฟู่หยุนฉีสั่นไหว เขาอดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปทีละก้าว ดวงตาจับจ้องหยุนเสวี่ยเอ๋อร์อย่างเปี่ยมด้วยความปรารถนา
“อืม”
หยุนเสวี่ยเอ๋อร์ตกใจกับบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากตัวเขา จนอดถอยหลังไม่ได้ แต่ดวงตาคู่นั้นราวกับตรึงเธอไว้กับที่ ทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้
จนฟู่หยุนฉีเดินมาถึงตรงหน้า แม้ร่างสูงใหญ่ของเขาจะไม่ได้แนบชิด แต่กลับเหมือนโอบล้อมเธอเอาไว้แน่นหนาแล้ว
สายตาของหยุนเสวี่ยเอ๋อร์เลื่อนลงอย่างลนลาน เมื่อเห็นเชือกบนมือฟู่หยุนฉีอีกครั้ง สมองก็สับสนวุ่นวาย เธอคิดว่าบอดี้การ์ดของตัวเองคงจับเขามามัดอีกแล้ว จึงรีบพูดขึ้นว่า
“ฟู่หยุนฉี ฉันไม่ได้ให้ใครมามัดคุณนะ อาจจะเข้าใจผิดกัน เดี๋ยวฉันช่วยแก้มัดให้ แล้วคุณก็กลับไปได้...”
