“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้ และพี่น้องทั้งหลาย ข้าเป็นบัณฑิตที่แขนขาครบถ้วนดี คงไม่ถึงกับต้องให้พวกท่านเลี้ยงดูหรอก”
“แม้ข้าจะไม่คิดสอบเข้ารับราชการต่อแล้ว แต่ก็ไม่อาจปล่อยตัวให้ว่างงาน ข้าตั้งใจจะร่ำเรียนวิชาแพทย์ ภายหน้าจะได้เป็นหมอรักษาผู้คน”
“ร่ำเรียนวิชาแพทย์หรือ?”
ทุกคนต่างประหลาดใจและตกตะลึง
หมอเชียวหรือ ในสายตาพวกเขาเป็นผู้มีความสามารถยิ่งนัก อามู่ (มู่เอ๋อร์) จะทำได้หรือ?
ซูมู่พยักหน้า “ไม่ผิด ข้าจะร่ำเรียนวิชาแพทย์”
แน่นอนว่าการร่ำเรียนวิชาแพทย์เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ต่อไปเมื่อเขาแสดงฝีมือรักษาโรค จะได้ไม่ทำให้ผู้ใดสงสัย
“แม้การเป็นหมอจะฟังดูไม่สง่าผ่าเผยเท่าการเป็นขุนนาง แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดหวั่นทุกวัน ทั้งยังมีรายได้ไม่น้อย เลี้ยงดูครอบครัวได้ไม่มีปัญหา ข้าคิดว่านี่เป็นทางเลือกที่ดี”
ซูป๋อหยวนเป็นคนแรกที่เห็นด้วย เขายิ้มพลางให้กำลังใจซูมู่ “ร่ำเรียนวิชาแพทย์ก็ดี ภายหน้าอามู่ได้เป็นหมอแล้วก็รักษาคนได้ ถึงตอนนั้นช่วยรักษาโรคเรื้อรังของอาสะใภ้เจ้าด้วย!”
แน่นอนว่าเขาพูดเช่นนี้เพื่อให้กำลังใจซูมู่เท่านั้น
ซูมู่พยักหน้าอย่างจริงจัง “ได้ ท่านอารองวางใจเถิด เมื่อข้าเรียนรู้วิชาแพทย์แล้ว คนแรกที่ข้าจะรักษาก็คืออาสะใภ้”
แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้ถือคำพูดของเขาเป็นจริงเป็นจัง
โรคหลังคลอดของหลี่เหมย์เรื้อรังมานานแล้ว หากคิดจะรักษาให้หายย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น ซูมู่ใกล้จะอายุยี่สิบแล้ว หากเริ่มเรียนจากศูนย์ อย่างน้อยก็ต้องเรียนอีกยี่สิบปีกว่าจะเป็นหมอได้
