ซูปัวเชวนสูดหายใจลึก พยายามข่มเพลิงโทสะเอาไว้
“เจ้าพูดมา!”
มารดาซูใช้แขนเสื้อเช็ดดวงตาที่แดงช้ำ ก่อนตั้งใจฟัง
คนอื่น ๆ ต่างเงี่ยหูฟัง หยุดร่ำไห้ลง
ซูมู่เห็นว่าอารมณ์ของทุกคนสงบลงเล็กน้อยแล้ว จึงค่อย ๆ กล่าวขึ้นว่า “หนทางในโลกนี้มิได้มีเพียงการร่ำเรียนเท่านั้น บัดนี้ข้ามีสถานะซิ่วไฉติดตัวแล้ว ภายหน้าที่นาของครอบครัวเราจะได้รับการยกเว้นภาษี ทั้งยังไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานอีกด้วย”
สำหรับครอบครัวสามัญชนแล้ว นี่นับเป็นผลตอบแทนที่ดีมากแล้ว
“อีกอย่าง หากข้าสอบขุนนางต่อไป ภายหน้าต่อให้ได้เป็นขุนนาง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป”
เท่าที่เขารู้ สถานการณ์ในอาณาจักรต้าเยวี่ยยามนี้ไม่สงบนัก ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันหมกมุ่นอยู่กับการแสวงหาวิถีแห่งความเป็นอมตะ จึงไม่ใส่พระทัยราชกิจ
ขุนนางบางส่วนในราชสำนักฉวยโอกาสจับกลุ่มพวกพ้อง หาประโยชน์ส่วนตนจากอำนาจในมือ ทั้งยังปิดบังเบื้องบนและหลอกลวงเบื้องล่าง
ขุนนางท้องถิ่นยิ่งแล้วใหญ่ รับเบี้ยหวัดจากราชสำนักแต่กลับไม่สร้างผลงาน ซ้ำยังสมคบคิดกับคหบดีและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ขูดรีดชาวบ้านอย่างถึงที่สุด
ชาวบ้านมีความทุกข์ยากแต่ไร้หนทางร้องทุกข์ จนความไม่พอใจของผู้คนสั่งสมอย่างหนัก
หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานอาณาจักรต้าเยวี่ยคงเกิดความวุ่นวาย
หากเขาเข้าสู่แวดวงขุนนาง ถึงเวลานั้นคงหนีไม่พ้นต้องพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก ซ้ำหากพลาดพลั้งเพียงนิดก็อาจพาครอบครัวเดือดร้อนไปด้วย
“เป็นขุนนางแล้วไม่ดีตรงไหน? ข้าว่าเจ้ากำลังแก้ตัวชัด ๆ!”
พอได้ยินเช่นนั้น ซูเสี่ยวถงก็แทบจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอีกครั้ง นางเบิกตากลมโตจ้องซูมู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับ
“น้องเล็ก ฟังข้าพูดให้จบก่อนเถิด”
