หลิวซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดลงจากเกวียนวัว แล้วเอ่ยทักซูมู่ด้วยรอยยิ้มว่า “น้องสามตระกูลซู เพิ่งกลับจากในเมืองหรือ?”
หางตาเหลือบเห็นตะกร้าสะพายข้างกายซูมู่ ข้างในบรรจุข้าวของไว้เต็มตะกร้า ดูท่าจะหนักไม่น้อย ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง
ทว่าเขาก็ไม่ได้ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพียงเอ่ยว่า “จากที่นี่ไปหมู่บ้านยังอีกไกล จะนั่งเกวียนวัวของลุงไปด้วยกันหรือไม่ ลุงจะไปส่งสักช่วงหนึ่ง”
หยุดไปครู่หนึ่งก็เสริมว่า “ไม่คิดเงิน!”
คำพูดของหลิวซานเพิ่งจบลง เสียงเย้ยหยันของหญิงคนหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง “หลิวซาน เจ้าไยต้องหาเรื่องขายหน้าด้วยเล่า คนเขานั่งรถม้าจนชินแล้ว จะมองเกวียนวัวพังๆ ของเจ้าอยู่ในสายตาได้อย่างไร!”
“นั่นสิ ตอนนี้คนเขาสอบได้ซิ่วไฉแล้ว อนาคตย่อมก้าวหน้า ต่อไปคงยิ่งไม่เห็นหัวพวกเราเสียแล้ว!”
แม้ถ้อยคำเหล่านั้นจะฟังดูเยาะเย้ยอยู่เต็มเปี่ยม แต่ซูมู่รู้ว่าทุกคนมิได้มีเจตนาร้าย อีกทั้งสิ่งที่พวกเขาพูดก็เป็นความจริง
เจ้าของร่างเดิมเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ก่อนหน้านี้ เจ้าของร่างเดิมเคยพูดต่อหน้าผู้คนมากมายว่า บัณฑิตอย่างเขา หากออกจากบ้านด้วยเกวียนวัวก็มีแต่จะทำให้เกียรติยศของตนมัวหมอง
เมื่อเห็นซูมู่ไม่สนใจตน หลิวซานก็ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปยังเกวียนวัวอย่างหงอยๆ
“ท่านลุงหลิว รอก่อน!”
หากเป็นซูมู่คนเดิม ย่อมดูแคลนเกวียนวัวแน่นอน อย่างไรเสียยามกลับจากในเมือง เขาก็จ้างรถม้าอยู่เสมอ!
