แต่ไม่นาน ลู่เฉินก็พบว่าตัวเองคิดมากไปเอง
“ฉันว่าจะพักอยู่ที่ร้าน คอยเฝ้าตู้เซฟน่ะ ในห้องด้านในมีของครบอยู่แล้ว สะดวกดี” ซ่งชิงเสวี่ยขมวดคิ้วพลางนวดขมับอย่างปวดหัว
โอ้~
ที่แท้ก็จะเฝ้าสมบัตินี่เอง
ลู่เฉินรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจความคิดของพี่ซ่ง
ในเมื่อกว่าจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ไม่ง่าย ต่อจากนี้เธอย่อมต้องปกป้องมันอย่างสุดกำลัง
“ได้ งั้นผมไปส่งคุณกลับนะ” ลู่เฉินพูดพร้อมรอยยิ้ม
ซ่งชิงเสวี่ยไม่ได้ปฏิเสธ ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปตามถนน
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว บรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิตผู้คน
กลิ่นอาหารนานาชนิดผสมปนเปกัน ชวนให้อยากอาหารขึ้นมาทันที
“ไม่ได้เดินเล่นสบาย ๆ แบบนี้มานานแล้ว” ซ่งชิงเสวี่ยรับลมยามค่ำ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“ผมก็เหมือนกัน” ลู่เฉินอดนึกไม่ได้ว่าตัวเองช่างโง่แค่ไหน
เพื่อผู้หญิงที่เห็นแก่เงินจนไม่เห็นแก่คน เขากลับเต็มใจเป็นวัวเป็นม้าให้ตั้งสี่ปี
“บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย เหมือนฟ้าดินเอาโชคทั้งหมดของฉันไปใช้กับการทำให้ได้เจอไอ้สารเลวโจวเฉิงคนนั้น จนฉันเสียทั้งวัยสาว เสียทรัพย์สิน เสียศักดิ์ศรี เกือบเสียชีวิตไปด้วย”
เสียงของซ่งชิงเสวี่ยแหบพร่าเล็กน้อยเพราะฤทธิ์สุรา คล้ายกำลังพูดให้ลู่เฉินฟัง และก็คล้ายกำลังพึมพำกับตัวเอง
“แต่ตอนนี้ฉันกลับคิดว่า... บางทีความทุกข์พวกนั้นอาจมีไว้เพื่อพาฉันมาอยู่ตรงหน้านายก็ได้”
หัวใจของลู่เฉินสั่นไหว
ซ่งชิงเสวี่ยมองเขา พลางยกมุมปากงามขึ้น
“การได้เจอนายคือโชคดีของฉัน”
ลู่เฉินนิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“ผมเชื่อว่านี่คือพรหมลิขิตมากกว่า เราสองคนที่ต่างก็ถูกทอดทิ้งยังได้มาอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่ใช่พรหมลิขิตแล้วจะเป็นอะไรได้อีก?”
ทั้งสองสบตากัน ต่างเห็นความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมในดวงตาของอีกฝ่าย
แต่พวกเขาไม่ทันสังเกตว่า ในฝูงชนมีเงาสองร่างคอยเดินเข้ามาใกล้และแอบฟังอยู่ตลอด
ยิ่งฟัง เจียงว่านไค่ก็ยิ่งโกรธจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เขาพึมพำเสียงต่ำว่า
“คู่ชายหญิงสารเลวเอ๊ย! กล้าอวดความรักกันกลางที่สาธารณะหน้าตาเฉย! ไอ้ลู่เฉินตัวดี! แกแย่งผู้หญิงของฉันไป ถ้าไม่ล้างแค้นให้ได้ ฉันก็ไม่ขอเป็นคนอีกต่อไป!”
