(เหตุการณ์ในเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลกคู่ขนาน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือประวัติศาสตร์แต่อย่างใด ขอให้นักอ่านทุกท่านเข้าใจด้วย)
(ผู้เขียนปรับอายุของตัวละครบางคนเล็กน้อย หวังว่านักอ่านจะเข้าใจ อย่างไรเสีย ตัวเอกคงไม่ไปพัวพันกับเด็กอายุไม่กี่ขวบหรอกนะ)
【ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งล้วน ๆ ขอเอาหัวหมามาประกัน】
【ที่ฝากสมองไว้ อย่าลืมเอากลับหลังอ่านจบ】
“นายท่าน นายท่าน ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ ผมยังเป็นเด็กอยู่นะ! คนรุ่นนี้ของบ้านผมมีผมเป็นผู้ชายอยู่คนเดียว ถ้าผมเป็นอะไรไป แม่จะอยู่ยังไงล่ะ!”
ตอนนี้จ้าวชวนกำลังอ้อนวอนชายหลายคนในชุดทหารสีเหลืองอ่อนตรงหน้าอย่างสุดชีวิต
“เพียะ!”
ทหารวัยสามสิบกว่า ๆ คนหนึ่งตบหัวจ้าวชวน พร้อมด่าทอเสียงดังว่า “ยังจะให้ปล่อยแกไปอีก ฝันไปเถอะ ฉันบอกไว้เลย ตกมาอยู่ในมือพวกเรา แกก็ซวยแล้ว”
พูดจบ เขาก็เตะก้นจ้าวชวนอย่างแรงจนล้มลงกับพื้น ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ทหารอีกคนก็กระชากเขาขึ้นมาอย่างแรงจนเซถลา
จ้าวชวนด่าในใจเป็นพันรอบว่า “แม่งเอ๊ย” แต่สีหน้ากลับไม่กล้าแสดงอารมณ์มากนัก เพราะมีทหารหลายคนถือปืนอยู่ตรงหน้า แม้พวกนั้นจะดูเหมือนทหารนักเลง แต่จ้าวชวนก็ไม่คิดว่าร่างผอมแห้งของตัวเองจะสู้พวกเขาไหว
เมื่อเห็นว่าอ้อนวอนไปก็ไม่มีประโยชน์ จ้าวชวนจึงได้แต่เดินตามขบวนไปอย่างหมดแรง
จ้าวชวนไม่ใช่คนในยุคนี้ ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งลาออกแล้วกลับบ้านเกิด ตั้งใจจะหาทางทำมาหากินในอำเภอ แม้รายได้ในอำเภอเล็กจะสู้เมืองใหญ่ไม่ได้ แต่ชีวิตก็ไม่เร่งรีบเท่าไม่ใช่หรือไง?
เขาเพิ่งทำความสะอาดบ้านเก่าเสร็จ และซื้อของใช้จำเป็นจากร้านขายของชำในหมู่บ้าน เตรียมจะกินมื้อพอประทังท้อง แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ ๆ ก็มาโผล่ที่นี่
แถมยังทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ด้วย ดูแขนขาเล็ก ๆ ของตัวเองแล้วชัดเจนว่าเป็นเด็กหนุ่มวัยกำลังโต
ตอนนั้นเขายังตั้งสติไม่ทัน ก็ถูกเสียงระเบิดดังสนั่นหลายครั้งทำเอาสะดุ้ง ขณะที่กำลังยืนมึนงง คนในชุดทหารสีเหลืองอ่อนหลายคนก็โผล่มาเตะเขาล้มลงกับพื้น จากนั้นก็จับเขามัดแน่นราวกับหมูตาย
หลังจากนั้นทหารพวกนั้นก็ค้นหมู่บ้านอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะควบคุมตัวคนโชคร้ายหลายคน รวมถึงจ้าวชวน ไปยังที่ไหนสักแห่ง
จนถึงตอนนี้จ้าวชวนก็ยังไม่รู้ว่าคนที่จับเขามาเป็นใคร ส่วนเครื่องแบบทหารที่พวกนั้นใส่ เขาก็ไม่รู้จักเลยสักนิด
ความรู้ของจ้าวชวนเกี่ยวกับยุคนี้ส่วนใหญ่มาจากละครโทรทัศน์ที่เคยดูตอนเด็ก แต่เนื้อหาในละครน่ะ ดูเอาสนุกก็พอ ใคร ๆ ก็รู้กัน ถ้าเชื่อจริง ๆ ก็...เอาเถอะ
เวลาผ่านไปราวครึ่งวัน จ้าวชวนกับคนอื่น ๆ ก็ถูกพามาถึงหอคอยป้อมแห่งหนึ่ง
จ้าวชวนเห็นธงรูปพระอาทิตย์บนยอดหอคอยตั้งแต่ไกล ใจพลันกระตุกวูบ
ทหารญี่ปุ่น! ที่แท้ก็ทหารญี่ปุ่นนี่เอง
ชั่วขณะนั้นในใจจ้าวชวนปั่นป่วนไปหมด เมื่อนึกถึงหลุมฝังศพหมู่และการทดลองกับมนุษย์ที่เคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์ชาติที่แล้ว เขาก็อดใจหายไม่ได้ หรือว่าเพิ่งทะลุมิติมาก็ต้องตายแล้ว?
คนอื่นทะลุมิติมาไม่เป็นองค์ชายก็เป็นคุณชายบ้านรวย ได้กินของดี ๆ ทุกวัน แถมยังมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ แต่เขาอุตส่าห์ทะลุมิติมาไกล กลับมาอยู่ในร่างเด็กหนุ่มวัยกำลังโต แถมยังถูกจับไปเป็นแรงงานอีก
ไม่เพียงไม่ได้เสวยสุขสักนิด ระหว่างทางยังโดนซ้อมตั้งหลายรอบ
โดนตีก็ช่างเถอะ นี่ก็เกือบครบวันแล้ว เขายังไม่ได้ดื่มน้ำสักอึก ไม่ต้องพูดถึงอาหารเลย ไม่มีแม้แต่เศษเดียว
คิดถึงตรงนี้ จ้าวชวนก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ เขาเติบโตมาในยุคสันติสุข ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ จากสังคม แล้วจะเคยลำบากแบบนี้หรือถูกใครซ้อมอย่างนี้เมื่อไหร่กัน
ไม่นานนัก ทุกคนก็มาถึงหน้าแนวป้อม
“เอ้อร์ไหลจื่อ พวกแกออกไปทั้งวัน กลับมาจับได้แค่ไอ้พวกกระจอกไม่กี่คน คิดว่าท่านมิซุโนะใจดีนักหรือไง?”
ตอนนั้นเอง ชายที่ดูเหมือนนายทหารคนหนึ่งเดินออกมาจากหอคอย แล้วตวาดพวกทหารหุ่นเชิดที่เป็นหัวขบวน
“หัวหน้าหมวดจาง หัวหน้าหมวดจาง อย่าเพิ่งโมโหเลยครับ พวกเราก็จนปัญญาจริง ๆ”
พูดพลางรีบวิ่งเข้าไปหา ระหว่างนั้นยังไม่ลืมล้วงบุหรี่ครึ่งซองออกจากกระเป๋า หยิบมวนหนึ่งส่งให้หัวหน้าหมวดจาง แล้วรีบควักไม้ขีดมาจุดให้อย่างประจบประแจง
“หัวหน้าหมวดจางไม่รู้หรอกครับว่าไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนนี้ พวกผมต้องออกแรงกันแทบตายกว่าจะจับได้ สู้กันมาหลายปี ชาวบ้านก็ระวังตัวกันสุด ๆ แล้ว”
หัวหน้าหมวดจางสูบบุหรี่ในมือเบา ๆ และเห็นด้วยกับคำพูดของเอ้อร์ไหลจื่อใต้บังคับบัญชา สู้รบกันมาหลายปี ชาวบ้านย่อมรู้วิธีเอาตัวรอดดี ใครช้ากว่าเขาเพียงนิดเดียวก็ถูกพวกทหารนักเลงกับโจรปล้นจนไม่เหลืออะไรแล้ว
ถึงจะเข้าใจ แต่ก็ยังต้องตักเตือนลูกน้องบ้าง
“มาอธิบายกับฉันก็ไม่มีประโยชน์ แกต้องไปอธิบายกับท่านมิซุโนะ หอคอยป้อมอีกแห่งที่อยู่ห่างไปหลายสิบลี้ถูกตีแตกเมื่อไม่กี่วันก่อน คนในนั้นหลายสิบคนตายหมด แกก็รู้ไม่ใช่หรือว่าท่านมิซุโนะกำลังรีบเสริมความแข็งแกร่งให้ป้อม ขุดคูเพลาะ ถ้าทำงานสำคัญล่าช้า แกกับฉันโดนแส้กันหมดแน่”
พูดจบ หัวหน้าหมวดจางก็สูบบุหรี่เฮือกใหญ่ ก่อนจะโยนบุหรี่ที่เหลือไม่ถึงครึ่งมวนลงพื้นอย่างฉุนเฉียว แล้วใช้เท้าขยี้ดับ จากนั้นก็หันหลังกลับเข้าหอคอยไปโดยไม่เหลียวมอง
เมื่อเห็นท่าทีของหัวหน้าหมวด เอ้อร์ไหลจื่อก็อดหวั่นใจไม่ได้ ตั้งแต่หอคอยป้อมข้าง ๆ ถูกตีแตก เขาก็โดนทหารญี่ปุ่นตบปากอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะมิซุโนะที่หัวหน้าหมวดจางพูดถึง ยังทำฟันเขาหักไปซี่หนึ่งด้วย
คิดได้ดังนั้น เอ้อร์ไหลจื่อก็ไม่กล้าเสียเวลา รีบสั่งให้พวกพ้องคุมตัวแรงงานไปยังหอคอยป้อม ใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จ้าวชวนถึงเห็นผังของหอคอยป้อมชัดเจน มันไม่เหมือนในละครโทรทัศน์เสียทีเดียว พูดได้แค่ว่าส่วนหลักคล้ายกัน แต่รอบหอคอยยังมีป้อมปืนและแนวป้องกัน ล้อมด้วยลวดหนาม ส่วนหญ้าป่ารอบ ๆ ในระยะกว่าร้อยเมตรก็ถูกถางจนเกลี้ยง หากมีอะไรเคลื่อนไหวแม้เพียงนิดเดียว ทหารยามบนหอคอยก็เห็นได้ชัดเจน
จ้าวชวนยังไม่ทันได้มองผังรอบด้านให้ทั่ว ก็เห็นชายญี่ปุ่นสวมหมวกทหารเดินออกมาจากหอคอย สีหน้าอำมหิตของเขาแตกต่างจากภาพทหารญี่ปุ่นในละครโทรทัศน์มาก
เขาทำหน้าบึ้ง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็ตบหน้าเอ้อร์ไหลจื่อฉาดใหญ่หลายครั้งจนมุมปากเลือดซิบ
หลังจากซ้อมเสร็จ ทหารญี่ปุ่นคนนั้นก็ไม่สนใจจ้าวชวนกับแรงงานคนอื่น ๆ เพียงโบกมือส่งสัญญาณให้ลูกน้องพาพวกเขาลงไป
ตอนนั้นฟ้าใกล้มืดแล้ว จ้าวชวนคิดว่าพวกเขาคงถูกคุมตัวไปขังและได้กินมื้อเย็น แต่กลับมีคนยัดพลั่วใส่มือเขา แล้วพวกทหารหุ่นเชิดก็ไล่ตะคอกให้ไปขุดคูเพลาะ
เห็นปากกระบอกปืนดำมะเมื่อมในมือทหารหุ่นเชิด จ้าวชวนไม่กล้าบ่น ได้แต่ฝืนความเหนื่อยล้าในร่างกายแล้วตามคนอื่นไปขุดคู
ทั้งความหิวและความเหนื่อยทำให้จ้าวชวนแทบปรับตัวไม่ไหว ระหว่างนั้นยังถูกทหารหุ่นเชิดที่คุมงานเตะอยู่หลายครั้ง เพราะหาว่าเขาทำงานอืดอาด
พวกเขาทำงานจนฟ้ามืดสนิท จ้าวชวนกับคนอื่น ๆ ถึงถูกทหารหุ่นเชิดคุมตัวไปขังในกระท่อมฟาง
ส่วนมื้อเย็นน่ะหรือ ขอโทษด้วย ไม่มี
ตอนนี้จ้าวชวนเหนื่อยจนแทบยืดหลังไม่ขึ้นแล้ว
