พอได้ยินเช่นนี้
สีหน้าของหวางหยางเจี๋ยพลันมืดครึ้มลง ดวงตาเต็มไปด้วยไอสังหารอันน่าสะพรึง
เขาเป็นคนภูตวิญญาณห้าอักขระ มลทินทางจิตเดิมทีก็หนักหนาอยู่แล้ว หลังหลับใหลมานานหลายปี จิตใจก็มิได้สงบลงแม้แต่น้อย กลับยิ่งสุดโต่งกว่าเดิม
บัดนี้หวางชิงไม่ไว้หน้าผู้อาวุโสตระกูลของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจเขาจึงอัดแน่นด้วยอารมณ์ด้านลบ!
ชั่วพริบตา
พลังลี้ลับอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านออกมา ถึงกับทำให้ท้องฟ้าโดยรอบแปรเปลี่ยนไป
เมื่อเห็นดังนั้น หวางเฉียนคุนก็หน้าเปลี่ยนสี รีบพุ่งออกไปพลางกล่าวว่า
“ผู้อาวุโสตระกูล โปรดอย่าได้โกรธเลย หวางชิงยังพูดจาไม่ค่อยรู้ความ ขอผู้อาวุโสทั้งหลายโปรดอภัยด้วย!”
หวางหยางเจี๋ยได้ยินแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าสายตากลับกวาดมองไปรอบด้าน
เห็นคนตระกูลหวางไม่น้อยกำลังมองดูอยู่ใกล้ ๆ
หากลงมือกับคนรุ่นหลังต่อหน้าทุกคน เกรงว่าจะส่งผลไม่ดีนัก และคงไม่เป็นผลดีต่อการเข้าควบคุมตระกูลหวางในภายหลัง
คิดได้ดังนั้น หวางหยางเจี๋ยก็ข่มโทสะรุนแรงในใจ ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า
“ฉันจะให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย หลบไป!”
“ไป!”
หวางเฉียนคุนคว้าต้นแขนหวางชิง ตั้งใจจะพาเขาออกไป แต่กลับพบว่าดึงอย่างไรก็ไม่ขยับ
ขณะนี้พลังลี้ลับในร่างหวางชิงกำลังพลุ่งพล่าน เขาฝืนยืนหยัดอยู่กับที่
เมื่อเห็นภาพนี้
ประมุขสำนักไป๋เฉินซานที่เงียบมาตลอดก็ยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า
“ผู้อาวุโสทั้งสาม ดูท่าตระกูลหวางคงไม่อยากให้ผมจากไปเสียแล้ว...”
น้ำเสียงของเขาเจือความไม่พอใจอยู่บ้าง
พอสิ้นคำ สีหน้าของผู้อาวุโสตระกูลทั้งสามก็ยิ่งมืดครึ้ม
หากเป็นยามปกติ คนภูตวิญญาณสี่อักขระกล้าพูดกับพวกเขาเช่นนี้ คงถูกซัดลงไปกองกับพื้นนานแล้ว
