ท่าเรือเงียบลงไปสองวินาที
หลิวหัวโล้นเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาเอียงคอมองจางเจียหนานตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวเราะเยาะ “แกจะรับซื้อ? แกเนี่ยนะ? พ่อหนุ่ม รู้ไหมว่าสินค้าจากเรือหลายสิบลำที่ท่าเรือนี้รวมกันแล้วมีมูลค่าเท่าไร? อย่างน้อยก็หลายแสน แกจะเอาอะไรมารับซื้อ?”
ลูกน้องหลายคนด้านหลังหัวเราะตาม ชายร่างเตี้ยอ้วนที่สวมสร้อยทองคนหนึ่งพูดเหน็บขึ้นว่า “คงไม่ได้พูดเอาเท่เฉย ๆ หรอกนะ? หนุ่มน้อย อย่าทำเก่งทั้งที่ไม่มีปัญญาสิ”
จางเจียหนานไม่คิดจะสนใจ เขาหันไปตะโกนด้านหลัง “พี่เสี่ยวฉิน มานี่หน่อย”
ด้านหลังฝูงชน รถสามล้อไฟฟ้าคันหนึ่งส่งเสียงกระหึ่มเข้ามาจอดริมท่าเรือ เหมยเสี่ยวฉินกระโดดลงจากรถพร้อมกระเป๋าผ้าใบสีดำ ใบกระเป๋ารูดซิปปิดไม่สนิท เผยให้เห็นมุมธนบัตรสีแดงปึกหนาที่อยู่ข้างใน
เธอเดินมาข้างจางเจียหนาน วางกระเป๋าผ้าใบบนโต๊ะพับแล้วรูดซิปเปิดออก
เสียงสูดหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นทั่วท่าเรือ รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวหัวโล้นแข็งค้างไปทันที
ในกระเป๋าเรียงธนบัตรใบละ 100 หยวนไว้อย่างเป็นระเบียบ มัดละ 10,000 หยวน หลายสิบมัดวางซ้อนกันเป็นกองใหญ่สีแดงฉาน
เฉินอี้นั่วยกกล้องจ่อเข้าไปทันที ห้องไลฟ์สดก็ระเบิดความคึกคักในพริบตา
“โอ้โห นั่นเงินตั้งเท่าไรเนี่ย?”
“พี่หนานหอบเงินมารับซื้อของถึงที่เลยเหรอ? สุดยอดไปเลย!”
“เห็นกับตาแล้วนะทุกคน พี่หนานไม่ได้พูดเล่นจริง ๆ!”
เหมยเสี่ยวฉินหยิบสมุดกับปากกาออกจากกระเป๋าผ้าใบด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นยกตาชั่งดิจิทัลลงจากรถสามล้อมาวางบนโต๊ะ ท่าทางคล่องแคล่วเด็ดขาด ราวกับนักบัญชีประจำสนามรบ
จางเจียหนานกวาดตามองชาวประมงที่เข้ามารุมล้อม น้ำเสียงไม่ดังนักแต่หนักแน่นกังวาน “คำที่ผมพูดเมื่อคืน วันนี้จะพูดซ้ำต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง ของทะเลที่คุณภาพได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นปลากะพงแดง ปลาหิน ปูทะเล หรืออย่างอื่น ผมรับซื้อทั้งหมดในราคาสูงกว่าราคาตลาดปกติ 20% มีเท่าไรก็รับหมด จ่ายเงินสดตรงนั้นทันที ไม่มีติดค้างแม้แต่หยวนเดียว!”
