พอประธานคณะกรรมการหมู่บ้านพูดจบ ชาวบ้านรอบข้างก็พากันตาเป็นประกาย
หลายปีมานี้หมู่บ้านวั่งไห่เงียบเหงาเกินไป
คนหนุ่มสาวต่างออกไปหางานทำ ท่าเรือเก่าก็ทรุดโทรมลงทุกปี ถนนตรงปากหมู่บ้านพอฝนตกทีไรก็มีน้ำขัง นักท่องเที่ยวแวะมาเก็บหอยชายหาดนาน ๆ ครั้ง ถ่ายรูปไม่กี่ใบก็กลับไป แม้แต่น้ำสักขวดก็ไม่แน่ว่าจะซื้อในหมู่บ้าน
ตอนนี้ทางอำเภอเป็นฝ่ายเอ่ยถึงการปรับปรุงท่าเรือกับจุดเช็กอิน ใครฟังก็รู้ว่ามีโอกาสอยู่ในนั้น
อี้นั่วกอดขาตั้งกล้องไลฟ์ไว้แนบอก ก่อนถามเสียงเบา “พี่เจียหนาน ถ้าหมู่บ้านวั่งไห่กลายเป็นหมู่บ้านดังจริง ๆ พวกเราจะเปิดร้านเล็ก ๆ ได้หลายร้านเลยไหมคะ?”
ป้าคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ รีบรับคำ “อี้นั่วฉลาดจริง ๆ นักท่องเที่ยวมาแล้วก็ต้องกินข้าว ต้องซื้อของทะเลบ้างสิ... ถ้าได้ออกเรือไปเที่ยวทะเล แถมพักสักคืนสองคืนอีก ก็มีอะไรให้ใช้เงินตั้งเยอะไม่ใช่หรือ?”
ชาวบ้านอีกคนพูดตามขึ้นมา “บ้านเก่าที่บ้านฉันยังพอเก็บกวาดห้องได้สองห้อง ทำเป็นโฮมสเตย์ได้ไหม?”
บรรยากาศคึกคักขึ้นทันตา
จางเจียหนานไม่ได้รีบพูดตามน้ำปลุกใจทุกคน
เขามองรถขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่งออกไป ก่อนจะหันไปมองถนนขรุขระเป็นหลุมบ่อตรงปากหมู่บ้าน เขารู้ดีว่าความคึกคักเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไร้ระเบียบ ชายหาดกับหมู่บ้านก็ต้องพลอยเดือดร้อน
ถึงตอนนั้นเรื่องดีก็จะกลายเป็นเรื่องร้าย!
“ประธาน ทางอำเภอจะส่งคนมาคุยเมื่อไหร่ครับ?”
ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านปาดเหงื่อ “บ่ายสามโมง ห้องประชุมเล็กของคณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำที่ดูแลงานเกษตรกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของอำเภอจะมาด้วย แล้วก็ฝากให้เชิญนักวิจัยซูมาด้วย เรื่องระบบนิเวศต้องฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ”
ซูชิงฉานกำลังเก็บบันทึกตัวอย่างใส่แฟ้มเอกสาร พอได้ยินก็พยักหน้า
เธอกล่าวอย่างจริงจัง “ฉันไปได้ แต่ขอพูดไว้ก่อน กิจกรรมเก็บหอยชายหาดจะเปิดแบบส่งเดชไม่ได้ ต้องกำหนดขีดความสามารถในการรองรับของแนวน้ำขึ้นน้ำลง เขตห้ามเก็บเกี่ยว การเก็บขยะ และเส้นทางที่ปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อน กฎของทะเลไม่มีที่ให้ละเลยแม้แต่นิดเดียว”
