“จางเจียหนาน ให้เวลาสามเดือน ต้นเงินบวกดอกเบี้ยรวมสามล้าน ห้ามขาดแม้แต่บาทเดียว!”
คนทวงหนี้หัวโล้น ปากเต็มไปด้วยฟันเหลือง เขาตบสัญญาชำระหนี้ที่พิมพ์เสร็จแล้วลงบนโต๊ะน้ำชาที่เต็มไปด้วยขี้บุหรี่ พลางหัวเราะเย็น
ด้านหลังเขายังมีชายฉกรรจ์สวมเสื้อกล้ามสีดำยืนอยู่ บนแขนมีรอยสักมังกรเขียว เคี้ยวหมากฝรั่งพลางจ้องเขม็งด้วยแววตาดุร้าย
จางเจียหนานไม่ได้ปริปาก ก้มหน้ามองดูสัญญาชำระหนี้ฉบับนั้น
ที่นี่คือห้องทำงานในตึกสำนักงานแห่งหนึ่ง พื้นที่ประมาณยี่สิบกว่าตารางเมตร มุมห้องกองไว้ด้วยกล่องบรรจุภัณฑ์สินค้าประมงที่ยังไม่ได้แกะหลายกล่อง นั่นคือสินค้าชุดสุดท้ายที่ขายไม่ออกตอนที่เขาเริ่มต้นธุรกิจ บนโต๊ะทำงานมีใบแจ้งหนี้ตั้งซ้อนกันเป็นปึก ทั้งจากธนาคาร จากซัพพลายเออร์ และยังมีหมายศาลอีกหลายใบ
บริษัทอีคอมเมิร์ซค้าสัตว์น้ำที่เคยทำยอดขายปีละหลายสิบล้าน หลังจากหุ้นส่วนหลี่หยางเชิดเงินค่าสินค้าสามสิบล้านหนีไปก็ล้มละลาย!
หุ้นส่วนหลี่หยางหนีไปแล้ว ส่วนเขาจางเจียหนานกลายเป็นคนที่โดนตามทวงหนี้!
“จะเซ็นไหม?” เจ้าฟันเหลืองเร่งอีกครั้ง ปลายนิ้วเคาะลงบนโต๊ะ
จางเจียหนานหยิบปากกาขึ้นมา เขียนชื่อตัวเองลงในหน้าสุดท้าย
ลายมือมั่นคง ไม่มีแม้แต่น้อยที่สั่นไหว
เซ็นเสร็จเขาลุกขึ้นยืน ยื่นสัญญานั้นคืนกลับไป น้ำเสียงราบเรียบว่า “สามเดือนก็พอแล้ว ใช้หนี้ไม่ได้ ผมเอาชีวิตให้พวกคุณ! แต่ว่า…ภายในสามเดือนนี้ พวกคุณอย่ามารบกวนผม!”
เจ้าฟันเหลืองพินิจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็เบะปากอดไม่ได้! เขาทวงหนี้มามากมายหลายครั้ง เคยเจอลูกหนี้มากมายที่ไม่ก็คุกเข่าอ้อนวอน ไม่ก็ตีรวนเบี้ยวหนี้ ถึงขนาดที่เอาการฆ่าตัวตายมาขู่ แต่น้อยนักที่จะเจอคนอายุน้อยแบบตรงหน้าที่เป็นหนี้สามล้านแล้วยังใจเย็นและแข็งกร้าวได้เช่นนี้
เขากระตุกมุมปาก ส่งเสียงเหอะเย็นชา แล้วพาชายฉกรรจ์ลายสักเดินจากไป
วินาทีที่ประตูปิดลง จางเจียหนานถึงได้หยิบบุหรี่ขึ้นมา สูบอย่างแรง
สารนิโคตินเข้าสู่สมอง กดประสาท บรรเทาความวิตกกังวลของเขาลงได้เล็กน้อย หนี้มหาศาลสามล้านยังคงเหมือนภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับอยู่ในหัวใจของเขา
เขานึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาราวกับตกนรก
อายุยี่สิบเจ็ดปี จบมหาวิทยาลัยชั้นนำ เริ่มต้นธุรกิจสามปีก็ทำยอดขายปีละหลายสิบล้าน
ทว่าภายในชั่วข้ามคืน หุ้นส่วนพากันหนี บริษัทล้มละลาย แฟนบอกเลิก เพื่อนและรุ่นน้องต่างพากันหลีกหนี ถึงขั้นบล็อกเขา
เขาไม่โทษพวกเขา เป็นหนี้สามล้าน…ใครรู้ใครก็ย่อมหลบห่าง?
หลีกหนีภัย เลือกรับผลดี นี่แหละธรรมชาติมนุษย์!
เขายิ้มขมขื่น ก้มตัวลงลากกระเป๋าเดินทางสภาพเก่าซีดออกมาจากใต้เตียง ยัดเสื้อผ้าสำรองไม่กี่ชุดที่เหลือใส่ลงไป
อยู่ในเมืองหลวงต่อไปไม่ได้ งั้นก็กลับไปหมู่บ้านวั่งไห่ก่อนแล้วกัน
ถึงอย่างไรที่นั่นก็ยังมีบ้านบรรพบุรุษที่พอจะหลบลมหลบฝนได้
ไม่นานนัก เขาก็นั่งรถบัส ใช้เวลาเดินทางกว่าสี่ชั่วโมง มุ่งหน้าจากเมืองหลวงสู่หมู่บ้านชาวเลเล็ก ๆ ริมทะเลตะวันออก
หลังจากหลับตาพักสายตาอยู่พักใหญ่ จางเจียหนานก็ได้กลิ่นลมทะเลที่เค็มและชื้น เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองดูเส้นขอบฟ้าสีน้ำเงินหม่นที่ทอดยาวไม่รู้จบนอกหน้าต่างรถ เขารู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่ง
ลมทะเลเค็มชื้นลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา พัดพากลิ่นคาวที่คุ้นเคย
ตอนเด็ก เขาเกลียดกลิ่นนี้ที่สุด พยายามสุดชีวิตที่จะหนีจากหมู่บ้านชาวเลทรุดโทรมแห่งนี้ มาบัดนี้กลับกลายเป็นว่า วกวนไปมา ก็วนกลับมาที่นี่อีกครั้ง
บ่ายสามโมง รถบัสจอดตรงปากทางเข้าหมู่บ้านวั่งไห่
จางเจียหนานถือกระเป๋าเดินทางลงจากรถ ใต้ต้นไทรใหญ่ตรงปากหมู่บ้านมีชาวบ้านนั่งหลบลมร้อนอยู่เจ็ดแปดคน บ้างก็เล่นไพ่ บ้างก็เด็ดผัก บ้างก็แทะเมล็ดแตงโม
“โย่ นั่นไม่ใช่จางเจียหนานเหรอ?”
จ้าวเฉียงใส่รองเท้าแตะคีบ คาบบุหรี่ เดินยิ้มแป้นเข้ามาทักถาม “ไม่ใช่วันไหว้ วันเทศกาล นายกลับมาได้ยังไง?”
เขาคิดว่าอีกฝ่ายไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง ถ้าเขายิ้มแย้มต้อนรับ ยังไงก็ต้องได้ประโยชน์บ้าง
แต่จางเจียหนานไม่สนใจเขา เดินหน้าต่อไป
จ้าวเฉียงเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นนักเลงหัวไม้ประจำหมู่บ้าน ติดพนันเกียจคร้าน จางเจียหนานรังเกียจที่จะคบค้าสมาคมด้วย
จ้าวเฉียงเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ แววตาฉายแวบดุร้าย เขารีบส่งเสียงตะโกนใส่ฝูงชนว่า “มาดูกันเร็ว มหาบัณฑิตของหมู่บ้านเรากลับมาแล้ว! ปีนั้นสง่างามไม่เบานี่นา เงินเดือนเป็นล้านไม่หยุดเลยมั้ง? ตอนนี้เป็นไงล่ะ ยังไงก็หางจุกก้นหิ้วกระเป๋าเดินทางเก่า ๆ กลับมาอยู่ดี? เรียกว่าอะไร เรียกว่าหมาเจ้าถิ่น…”
เสียงตะโกนแหบพร่าของจ้าวเฉียงดังขึ้น ชาวบ้านต่างผืนหน้ามามองเป็นตาเดียว
มีคนพึมพำเบา ๆ ว่า “สองสามวันก่อน ได้ยินว่าบริษัทเขาล้มละลาย แถมตัวเขายังเป็นหนี้ตั้งหลายล้าน คงโดนตามทวงหนี้จนต้องหนีกลับมา”
“ถ้าพ่อแม่เขายังอยู่ เกรงว่าคงได้แต่โกรธจนตาย”
“เฮ้อ เป็นมหาบัณฑิตไปก็ไร้ประโยชน์ เรียนมาเป็นสิบ ๆ ปี สุดท้ายก็ขาดทุนย่อยยับไม่เหลืออะไร?”
“ใครว่าไม่จริงล่ะ?”
ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จางเจียหนานไม่ได้โต้ตอบอะไร
เขาไม่ได้เถียง ไม่ได้ทะเลาะ เพียงแค่เร่งฝีเท้าเดินผ่านปากหมู่บ้าน ผ่านต้นไทรใหญ่ที่เคยปีนป่ายตั้งแต่เด็ก ผ่านป้ายประกาศหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยใบปลิวโฆษณา กระทั่งเดินมาถึงบ้านหินเก่าหลังหนึ่งทางทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้าน
นั่นคือบ้านบรรพบุรุษของเขา! บ้านบรรพบุรุษค่อนข้างเก่าทรุดโทรม เห็นได้ชัดว่าหลายปีมานี้ไม่มีคนอยู่
กำแพงบ้านถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ สีแดงบนประตูไม้หลุดลอกไปครึ่งหนึ่ง เวลาผลักประตูเปิด บานพับส่งเสียงดังเอี้ยดจนเสียวฟัน
เดินเข้าไปในบ้าน เต็มไปด้วยฝุ่น ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับเก่าแก่ ผสมกับกลิ่นคาวทะเลจาง ๆ
จางเจียหนานวางกระเป๋าเดินทางลง มองดูบ้านที่เขาคุ้นเคยนี้ ความรู้สึกอบอุ่นผูกพันอย่างประหลาดก็ไหลบ่าขึ้นในใจ
นี่คือบ้านที่เขาเคยอยู่ตอนเด็ก ๆ หลายปีหลายปี!
เขาป้ายหางตาที่ชื้นเล็กน้อย หยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเริ่มทำความสะอาด เช็ดโต๊ะเก้าอี้ให้สะอาด แล้วเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท
ขณะเก็บกวาดไปถึงด้านล่างสุดของตู้ มือของเขาสัมผัสเข้ากับกล่องไม้เก่า ๆ ใบหนึ่ง
กล่องไม่ใหญ่ แค่ความยาวเท่าฝ่ามือ สีที่ทาบนเนื้อไม้หลุดลอกไปไม่น้อย พื้นผิวสลักลายเส้นหยาบ ๆ เลือนรางหลายเส้น
จางเจียหนานจำของสิ่งนี้ได้ ตอนเด็ก พ่อของเขาจะวางมันไว้ตรงตำแหน่งสูงสุดของตู้เสมอ ไม่ให้เขาแตะต้อง หลังจากนั้นพ่อแม่ออกทะเลแล้วเสียชีวิต ลุงเหม่ยช่วยเก็บข้าวของก็เลยนำมันมาวางไว้ที่นี่
เปิดฝากล่องออก ข้างในมีลูกแก้วหินสีดำขนาดเท่าไข่ห่านวางอยู่ ผิวลูกแก้วเรียบลื่นราวกับผ่านการขัดเงา สีสันไม่ใช่ดำสนิท เมื่อต้องแสงส่องจะสะท้อนเป็นสีเขียวหมึกจาง ๆ
จางเจียหนานหยิบขึ้นมาดูบนฝ่ามือ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าลูกแก้วหินเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว คิดว่าตัวเองมองผิดไป
แต่เคราะห์ดีที่ในตอนนั้น เสียงตะโกนแหบห้าวก็ดังมาจากนอกลานบ้าน
“เจียหนานเอ๋ย…”
ตามมาติด ๆ ด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่น
จางเจียหนานยัดลูกแก้วหินใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ เดินออกไป
นอกประตู เขาเห็นลุงเหม่ยหิ้วถังพลาสติกสองใบกำลังเดินเข้ามาในลานบ้าน ในถังบรรจุของทะเลสดที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่เต็มถัง มีทั้งกุ้ง ปู แล้วยังมีปลากะพงทะเลขนาดเท่าฝ่ามืออีกหลายตัว
ป้าเหม่ยเดินตามหลังมา ในมือถือปิ่นโตเก็บความร้อน ยิ้มแย้มแจ่มใส
ลุงเหม่ยชื่อจริงว่าเหม่ยเจิ้นไห่ อายุหกสิบสองปี ชาวประมงเก่าแก่สี่สิบปี เป็นพี่น้องร่วมสาบานของพ่อเขา ทั้งยังเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่คอยดูแลเขาเสมอมาในช่วงหลายปีนี้
“ลุง” จางเจียหนานร้องเรียก คอตีบตันเล็กน้อย
ลุงเหม่ยวางถังลงกระแทกพื้น มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องหนี้สิน ไม่ได้กล่าวคำปลอบโยนอะไร เพียงแค่ตบไหล่เขา ด้วยแรงมหาศาลจนไหล่เขาทรุดลง
“ซูบลงนะ ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ? ป้าตุ๋นซุปปลาไว้ มาชิมดู”
ป้าเหม่ยยิ้มตาหยีเปิดปิ่นโตออก
กลิ่นหอมสดชื่นอบอวลออกมาทันที จางเจียหนานมองเห็นซุปปลาสีขาวนวล ด้านบนลอยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวขจี แค่มองก็น่ารับประทาน
“เจียหนาน เธอกินก่อนเลย อย่าเกรงใจกับลุงกับป้า”
ป้าเหม่ยยื่นตะเกียบให้ ขอบตาแดงเล็กน้อย “คนเรากลับมาก็ดีแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
“ครับ” จางเจียหนานรับตะเกียบ ก้มหน้ากินน้ำซุปหนึ่งอึก
ซุปปลาร้อนผ่าวไหลลงคอ อบอุ่นไปจนถึงท้อง จมูกเขาแสบขึ้นมา เกือบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รีบก้มหน้ากินข้าวคำโตกลบเกลื่อน
กินเสร็จ ลุงเหม่ยยกกระสอบป่านเข้ามาจากหน้าประตู เปิดดูด้านในพบว่าเป็นชุดอุปกรณ์หาของทะเลยามน้ำลดที่เก่าแต่สะอาด ไฟคาดศีรษะ ถังน้ำ สวิง พลั่ว ถุงมือ ครบทุกอย่างไม่ขาด
“อุปกรณ์เตรียมไว้ให้แล้ว ต่อไปถ้าอยากลงทะเลก็เอาไปใช้”
ลุงเหม่ยล้วงธนบัตรยับยู่ยี่สองใบจากกระเป๋ากางเกง ยัดใส่มือจางเจียหนาน “เอาไว้ใช้ก่อน ไม่ต้องเกรงใจลุง”
จางเจียหนานกำเงินสองร้อยนั่นไว้ นิ้วมือบีบแน่นแล้วก็คลายออก
“ลุง ขอบคุณนะ”
“ขอบคุณอะไร”
ลุงเหม่ยโบกมือ
ตอนเดินออกไปก็หยุดกะทันหัน หันกลับมาพูดว่า “จริงสิ คืนนี้มีน้ำทะเลหนุนใหญ่ ไม่เคยเจอแรงขนาดนี้มาหลายสิบปีแล้ว คลื่นลมแรงมาก เธออย่าลงทะเลเด็ดขาด”
“ทราบแล้วลุง” จางเจียหนานรับคำ
หลังจากลุงเหม่ยไปแล้ว ฟ้าก็เริ่มมืดลง
ลมเริ่มพัดแรงขึ้น เป็นลมที่พัดมาจากทะเล มาพร้อมกับความรู้สึกกดดันอึมครึม เหมือนกับมีบางสิ่งกำลังก่อตัว
จางเจียหนานนั่งอยู่ที่โต๊ะ ด้านซ้ายคืออุปกรณ์หาของทะเลที่ลุงเหม่ยทิ้งไว้ ด้านขวาคือสัญญาชำระหนี้ที่หยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง
สามเดือน…สามล้าน
จะใช้หนี้ด้วยอะไร? ทำงานรับจ้างเดือนละหลายพัน ต่อให้ไม่กินไม่ดื่มทำทั้งชีวิตก็หาไม่ครบ
ลมข้างนอกพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ พายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซัดกระหน่ำลงบนกระเบื้องหลังคา เกิดเสียงดังเปาะแปะถี่ ๆ ไกลออกไปบนผิวทะเล มีฟองคลื่นขุ่นปั่นป่วน ซัดทบฝั่งเป็นระลอก
นี่คือน้ำทะเลหนุนใหญ่ในรอบหลายสิบปี
จางเจียหนานจ้องมองอุปกรณ์หาของทะเลอยู่นาน คิ้วค่อย ๆ ขมวดเป็นปมแน่น
เขากัดฟันลุกขึ้นยืน หยิบไฟคาดศีรษะมาสวม คว้าถังน้ำและสวิงออกไป ผลักประตูออก
พายุฝนสาดเข้าใส่ศีรษะและใบหน้าจนเปียกโชกทันที จนเขาหนาวสะท้าน
เขาปาดน้ำฝนบนใบหน้า สูดหายใจลึกหนึ่งเฮือก ก้าวเท้าไปตามทางดินลูกรังมุ่งหน้าสู่ชายหาด ฝีเท้ามั่นคง
คลื่นลมยิ่งแรงเท่าไร ของทะเลที่อาจถูกซัดขึ้นมาบนฝั่งก็ยิ่งมีค่ายิ่งขึ้นเท่านั้น!
