“พวกเจ้าสองพี่น้องก็ทำตามที่พูดไว้ก่อนหน้านี้เถิด ช่วงสร้างเรือนก็กลับไปช่วยบ้าง พอสร้างเรือนเสร็จแล้ว เวลาที่บ้านเปิดป่าหรือฤดูทำไร่ไถนาก็ต้องกลับไปช่วยด้วย ตอนนี้โลกภายนอกวุ่นวาย เกรงว่าคงไม่อาจออกล่าเนื้อขายหาเงินเหมือนเก่าแล้ว ในแต่ละเดือนก็ส่งเหยื่อที่พวกเจ้าล่าได้ตามน้ำหนักเท่าราคาสองตำลึงเงินกลับไปบ้าน”
“อะไรนะ สองตำลึง!”
เยี่ยจือซ่วงได้ยินก็ไม่ยินยอม
เหตุใดท่านพี่รองกับท่านพี่สามถึงหนึ่งตำลึง แต่พอถึงคราวตนเองกับท่านสี่กลับต้องมากกว่าพวกเขาถึงเท่าตัว
“สองตำลึง! ไม่ได้ น้อยเกินไป อย่างน้อยก็ต้องหกตำลึง” หญิงชราเยี่ยเอ่ยแทรกขึ้นด้วยท่าทีไม่พอใจ
เยี่ยจือชิวได้ยินคำพวกนั้นก็ลอบต่อว่าบิดามารดาในใจว่าช่างละโมบเกินไปแล้ว
“พ่อ แม่! ท่านก็รู้แก่ใจดีว่าตอนนี้โลกภายนอกวุ่นวายเพียงใด พวกเขาสองคนออกจากบ้านมา ไม่ได้ขนเสบียงหรือข้าวของใด ๆ ติดตัวมาเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเงินกับที่ดิน พวกเขาก็ต้องหาเลี้ยงตัวกันเองทั้งนั้น ไม่อาจนำเงินออกมามากมายเดือนละมากขนาดนั้นได้หรอก” เยี่ยจือชิวช่วยน้องชายทั้งสองต่อรอง
ท่านผู้เฒ่าเยี่ยใคร่ครวญแล้วก็เห็นจริงว่า ทั้งสองออกมาโดยที่แม้แต่เสบียงยังไม่มี ชุดเสื้อผ้าก็ไม่ได้ติดมาสักตัว
“เช่นนั้นอีกสักพักพวกเจ้าสองคนกลับไปเก็บข้าวของ แล้วเอาข้าวสารติดตัวไปด้วยหน่อย ไม่มีมากนักหรอก ให้ข้าวหยาบพวกเจ้าไปก่อนหนึ่งร้อยชั่งพอกินประทังชีวิตไปพลาง ๆ ส่วนหลังจากนี้.........ก็ต้องพึ่งพาตัวเองแล้ว”
เยี่ยจือซ่งไม่ใส่ใจว่าพวกเขาจะให้ธัญพืชมามากเท่าใด เพราะยังไม่ได้ตกลงกันแน่ชัดว่าแต่ละเดือนพวกตนจะต้องส่งเท่าใด