ยามโหย่วยังมิทันสิ้น (ราว 4-5 โมงเย็น) เยี่ยจือชิวนอนหลับครานี้หนักหน่วงยิ่งนัก
ยามตื่นขึ้น ท้องฟ้าเบื้องปลายล้วนแต้มด้วยแสงสนธยาสีแดงฉาน
แดงเพลิงทั่วผืน น่าชมยิ่งนัก
มองไปไกล ๆ เห็นหลินซีกับเหล่าซื่อเดินกลับมาจากเชิงเขา
เขาเปิดประตูเรือนออกไปต้อนรับ
“พวกเจ้าไปขุดหน่อไม้มาหรือ”
หลินซีมองผู้มาเยือน “อืม ตื่นแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว งีบนี้หลับได้เต็มอิ่มจริง ๆ ไม่ได้นอนสบายเช่นนี้มานานแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักสักครู่เถิด รอพี่ใหญ่กับเหล่าอู่ตื่นและเก็บตัวเรียบร้อยแล้ว เราค่อยไปบ้านผู้ใหญ่บ้านกัน”
สามคนมองไปทางกลางหมู่บ้าน ยามนี้มีผู้คนมารวมตัวกันมากมายแล้ว บ้างกำลังตั้งเตา บ้างช่วยจัดโต๊ะเก้าอี้
บ้างก็ลับมีดอยู่ริมแม่น้ำ
“ไปเถิด กลับบ้านก่อน!”
เมื่อทั้งสามกลับถึงเรือน หลินตงก็ตื่นแล้วเช่นกัน
“ซีเอ๋อร์ อีกสักครู่เราต้องนำสิ่งใดไปบ้างหรือไม่”
หลินซีครุ่นคิด “พี่ใหญ่ ท่านไปเลือกเปลือกส้มแห้ง ใบเต็งเค็ม เก๋ากี้ ผลโหยวเซียง.....” ที่ห้องสมุนไพร
นางเอ่ยชื่อสมุนไพรสิบกว่าชนิดรวดเดียวจึงหยุด
“ได้ สิ่งเหล่านี้ใช้ทำอะไร” หลินตงถามด้วยความอยากรู้
“ใช้ตุ๋นเนื้อ ตุ๋นเนื้อน้ำแดงได้! อ้อใช่ จือชิว อีกสักครู่เจ้าไปหยิบสุราองุ่นกับสุราบ๊วยที่เราหมักไว้ที่ห้องใต้ดินสักสี่ห้าไหไปด้วยกันเถิด”
เยี่ยจือชิวได้ยินหลินซีพูดกับตน รีบเบือนหน้ามาตอบรับ
“เอ้อ ได้!”
หลินซีนึกถึงเงาร่างอันเปล่าเปลี่ยวของชายชราที่เห็นในป่าไผ่เมื่อครู่ ในใจพลันรู้สึกเจ็บแปลบ
