คงไม่ใช่ร่างกายมีปัญหาอะไรกระมัง
เช่นนั้นมิได้
........
“โอ๊ย สองปีก่อนในบ้านความเป็นอยู่นั้นฝืดเคืองนัก ไม่มีเงินไปสู่ขอแม่สื่อให้บุตรชาย แต่นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ เจ้าเถี่ยจู้ที่เป็นเด็กหนุ่ม ก็รู้จักขยันหมั่นเพียร ไม่เพียงแต่ในนาจะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารได้เป็นรูปเป็นร่าง ทว่าฝีมือการล่าสัตว์ก็เก่งกาจขึ้นทุกที พวกท่านมิรู้ดอกว่า ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา เขาล่ากวางมาได้ถึงสองตัวด้วยลำพังตนเอง ทำเอาเราตกอกตกใจไปใหญ่.......”
เมื่อกล่าวถึงบุตรชาย มารดาของเยี่ยเถี่ยจู้ก็พลันเจื้อยแจ้วขึ้น
หญิงชราเยี่ยคาดไม่ถึงเลยว่า เดิมทีมารดาของเยี่ยเถี่ยจู้นั้นช่างพูดช่างจาได้ถึงปานนี้
ก่อนหน้านี้เมื่อพบนาง นางมักก้มหน้าต่ำ ท่วงท่าอ่อนแอระโหยโรยแรง ประหนึ่งว่าลมพัดแรงคราหนึ่งก็จะหอบพัดนางกระเด็นไปได้
ทั้งไม่เคยชอบพูดคุยกับผู้ใด ผู้อื่นถามไถ่นางอย่างไร นางจึงจะตอบกลับมาประโยคสองประโยค
มิเคยคิดเลยว่าบัดนี้นางกลับเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปโฉม ดูท่าทางช่วงนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของนางคงจะสุขสบายน่าดูทีเดียว
หรือเป็นไปได้ว่าเยี่ยเถี่ยจู้จะมีความสามารถดั่งเช่นที่นางกล่าวมาจริง ๆ
ไม่ได้การ กลับไปแล้วนางต้องหาโอกาสไปไถ่ถามจากบุตรชายใหญ่สักหน่อย เรื่องอื่นไม่กล่าวถึง แต่เรื่องการมองคน บุตรชายใหญ่นั้นแม่นยำยิ่งนัก
นับเป็นข้อดีที่ยากที่หญิงชราเยี่ยจะได้เอ่ยปากยอมรับ หากเยี่ยจือชิวได้รู้เข้า ไม่แน่ว่าจะคิดเช่นไร
“ท่านเก็บสะสมทุนสมบัติเอาไว้ให้บุตรชายของท่านแล้วหรือไม่ ?” ท่านป้าหยุนเสียถามขึ้นต่อหน้าหญิงชราเยี่ยด้วยเจตนาเช่นนี้
มารดาเสาทะลวงฟ้าหัวเราะร่าพลางว่า “เก็บไว้แล้ว เก็บไว้นมนานแล้วเจ้าค่ะ ! แค่ของหมั้นก็ยี่สิบตำลึงโดยไม่นับรวมพวกหนังสัตว์ ผ้าพรรณ หนังสัตว์นั้นจู้เอ๋อร์ล่ามาด้วยตนเอง ผ้าพรรณนั้นเราทอเอง.......ล้วนเป็นของชั้นดีทั้งนั้น !”
