ท่านผู้เฒ่าเยี่ยฟังคำของบุตรชายสี่จบก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง
“ในเมื่อพี่ใหญ่เชิญหลานชายสกุลหลินผู้นั้นมาดูแลบ้านเรือน เจ้ามีอะไรต้องมาโวยวายที่นี่อีก ไม่กลัวขายหน้าหรือ”
หญิงชราเยี่ย “ข้าขายหน้าหรือ ขายหน้าอันใด นี่คือเรือนบุตรข้า ก็คือสกุลเยี่ย คนนอกแซ่อย่างเขาอยู่ที่นี่กินดีอยู่ดี เกาะบุตรข้ากิน ข้าพูดสักสองประโยคก็ไม่ได้หรือ”
“.......”
ท่านผู้เฒ่าเยี่ย “สมองเจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาเกาะอะไรกัน แปลงผักหน้าประตูนั่นเพิ่งรดน้ำ สัตว์ปีกในคอกก็ให้อาหารจนอิ่มหนำ หลานชายสกุลหลินมานี่เพื่อช่วยเฝ้าบ้าน เจ้าไม่มาช่วยก็แล้วไป เจ้ามีหน้าใดมารังเกียจเขา”
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้เฒ่าเยี่ยด่าภรรยาตัวเองต่อหน้าผู้คนมากมาย พูดได้ว่าคำพูดค่อนข้างหนักหน่วงอยู่บ้าง
หญิงชราเยี่ยเองก็เป็นครั้งแรกที่ถูกสามีด่าต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้นางขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง
นางพลันรู้สึกว่าตนถูกใส่ร้ายใหญ่หลวง ค่อยๆ เลื่อนตัวจากม้านั่งหินลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้นอย่างลื่นไหล
“ข้าไม่ขออยู่ต่อแล้ว ข้าลำบากตรากตรำออกลูกออกหลานให้เจ้า สืบสกุลให้สกุลเยี่ยเจ้า บัดนี้ข้าแก่แล้วไร้ประโยชน์ พวกเจ้าก็เริ่มรังเกียจข้า เห็นว่าข้าทำให้พวกเจ้าขายหน้า ยามเจ้าหิวกระหายไฉนไม่รังเกียจข้าเลย เจ้ายังด่าข้าเพื่อคนนอกอีก ข้าน้อยใจแท้! อือๆๆ.......”
หญิงชราเยี่ยซบหน้าลงกับพื้นแล้วร่ำไห้คร่ำครวญ
สะใภ้รองและสะใภ้ที่อยู่ข้างๆ ทนดูไม่ไหว รีบเข้าไปประคองแขนนาง
