"สกุลเยี่ยแม้จะไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไร แต่นายใหญ่บ้านนั้นเป็นพรานขึ้นชื่อประจำหมู่บ้าน ล่าสัตว์เป็น ทำไร่ไถนาก็ได้ สาวๆ สิบลี้แปดตำบลมีใครไม่อยากแต่งด้วย"
"ดีปานนั้น แล้วเหตุไฉนถึงตกมาเป็นข้าเล่า"
หลินซีเอ่ยเพียงประโยคเดียว ก็ทำเอาคำพูดของยายแก่หลินติดคาอยู่ในท้อง
"เจ้าก็รู้ ข้าหน้าตาอัปลักษณ์ ทั้งผอมทั้งดำ ที่บ้านก็ยากจน ทางบ้านโน้นจะมาสนใจข้าทำไมกัน"
"นั่น...นั่นก็เพราะแม่สื่อไปบอกเขาว่า เจ้าเป็นคนกตัญญู ว่านอนสอนง่าย คล้อยตาม ว่องไว ทั้งมีเรี่ยวแรงทำงานเป็น เขาถึงยอมรับเจ้า"
ยายแก่หลินคิดหาคำมาชมหลินซีไม่ออก เลยต้องเสแสร้งเอ่ยถ้อยไพเราะออกไปสองสามคำ
"ฮ่าๆ ท่านเดาเอาว่าข้าจะเชื่อหรือไม่"
หลินซีประคองม้านั่งพลางลุกขึ้นยืน "หากอยากให้ข้าแต่งงาน ก็ไปตามคนที่ตัดสินเรื่องในหมู่บ้านได้ มาเขียนหนังสือตัดญาติ ข้าจะไปสกุลเยี่ยเมื่อใด ก็ต่อเมื่อข้าเห็นหนังสือตัดญาติเมื่อนั้น"
คนทั้งเรือนพากันมองไปยังท่านปู่หลินและยายแก่หลินที่นั่งอยู่หัวแถวอย่างเงียบงัน ไม่มีใครกล้าปริปาก
"ซานจู้ ไปบอกท่านปู่หลินของเจ้าในหมู่บ้านมา บอกให้เขาเอาพู่กันกับหมึกมาด้วย"
สุดท้าย ท่านปู่หลินก็เอ่ยสั่งการ หลินซานจู้จึงยกเท้าออกจากเรือนไปตามคน
"จะตัดญาติก็ได้ แต่เรื่องสินสอดทองหมั้น เจ้าอย่าได้แม้แต่จะคิด ข้าให้ได้มากสุดก็ชุดเจ้าสาวหนึ่งชุดกับเสื้อผ้าสองตัว"
"รู้แล้ว!"
หลินซีไม่ต้องคิดก็รู้ว่า จะให้ยายแก่นี้ควักเงินออกมาสักอีแปะคงยากกว่าขึ้นสวรรค์ ยิ่งไม่ต้องคิดถึงสินสอดทองหมั้นเลย
"ท่านแม่ ท่านรับเงินห้าตำลึงจากสกุลเยี่ยมาแล้ว แต่จะไม่ให้ซีเอ๋อร์เลยสักนิด นางไปอยู่สกุลเยี่ยแล้วจะตั้งตัวได้อย่างไร"
