คืนนั้น หุบเขาน้อยใหญ่ต่างทยอยดับไฟเข้านอนแต่หัวค่ำ
เยี่ยต้าจ้วงหยิบเนื้อเก้งมันหนาหนักสองชั่งกว่าและไก่ป่าตัวเล็กซูบหนึ่งตัวจากครัว เดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่สุดเขตตะวันตกของหมู่บ้าน
สุดเขตตะวันตกมีเพียงสองครัวเรือน หนึ่งคือหญิงชรากำพร้าตระกูลเฉิน อายุหกสิบแปดเก้าปี
ส่วนอีกครัวเรือนคือแม่ลูกหลี่ชุ่ยอวิ๋น
หลี่ชุ่ยอวิ๋นปีนี้อายุสิบเก้าปี
เมื่อสี่ปีก่อนแต่งเข้าตระกูลอู๋เป็นภรรยาของอู๋เทียน ทว่าสวรรค์ไม่เข้าข้าง ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานได้เพียงสองปีเศษ
อู๋เทียนพลัดตกหน้าผาระหว่างออกล่า กว่าพบศพก็ถูกสัตว์ป่าแทะจนเหลือแต่กระดูก
หลี่ชุ่ยอวิ๋นอายุยังน้อยก็ต้องเป็นม่าย
อู๋เทียนไม่มีผู้ใหญ่ในครอบครัว ตั้งแต่รุ่นปู่ก็อพยพหนีภัยมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านเกาหวา
หลังจากอู๋เทียนตายได้ไม่นาน หลี่ชุ่ยอวิ๋นก็พบว่าตนตั้งครรภ์
จึงไปหาหมอเท้าเปล่ามาดู ท่านว่าตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
นางดีใจยิ่งนัก นี่คือสายเลือดที่สามีทิ้งไว้ให้ เป็นญาติเพียงหนึ่งเดียวในโลกนี้ของนาง
ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องให้กำเนิดเด็กน้อยอย่างปลอดภัย
ต่อมาเจอภัยแล้ง ตอนที่ย้ายถิ่นฐานไปกับหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านเคยถามว่า นางยินดีเดินทางไปกับชาวบ้าน หรือจะหาครอบครัวดีแต่งงานใหม่เสียเอง
หลี่ชุ่ยอวิ๋นย่อมรู้ดีว่าการตามชาวบ้านมาอยู่หุบเขานี้หมายความเช่นไร
สองปีมานี้ นางคลอดเลี้ยงลูกเองตามลำพังจนตอนนี้เกือบหนึ่งขวบ
เพื่อนบ้านมากมายคอยช่วยเหลือเกื้อกูลนางยิ่งนัก ผู้ที่นางสำนึกบุญคุณที่สุดคือยายเฉินที่อยู่ข้าง ๆ
