หญิงชราเยี่ยทุกข์ตรมใจยิ่งนัก เมื่อครายามนางเทิดทูนดูแลพี่น้องทั้งหลายอย่างสุดจิตสุดใจ
ทว่าสุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็น.......
นางปาดน้ำตาที่หางตา เกรงว่าหนทางที่จะให้หลานสาวเล็กเป็นบุตรสะใภ้ก็คงขาดสะบั้นลงแล้ว เช่นนี้จะให้นางไปอธิบายกับท่านผู้เฒ่าอย่างไร!
หากเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นจะหย่าภรรยา.....
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็ยิ่งเสียใจเป็นทวีคูณ
น่าเสียดายที่ใต้หล้าไม่มียาขนานใดรักษาความเสียใจได้
ขณะที่นางยังจมอยู่ในความโศกเศร้า ท่านผู้เฒ่าเยี่ยก็พาบุตรชายสองคนและบุตรสะใภ้คนที่สาม แบกกระบุงหาบจอบเตรียมออกเดินทาง
“เจ้ามัวเหม่ออะไรอยู่ ไปได้แล้ว!”
ท่านผู้เฒ่าเยี่ยเห็นนางนั่งนิ่งอยู่หน้าประตู ก็คิดว่านางยังคงโกรธเรื่องบนโต๊ะอาหารเมื่อเช้า
หาได้คิดลึกซึ้งไปมากกว่านั้นไม่
“อ้อ!”
หญิงชราเยี่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงหดหู่ แบกตะกร้าจากในลานบ้านเดินตามพวกเขาไป
เพิ่งจะถึงปากหมู่บ้าน ก็ประจวบกับหลินซีมาส่งพี่น้องสกุลเยี่ยและหลินตงเข้าเมือง
“ท่านพ่อ!”
“ท่านพ่อ”
“ท่านพ่อ”
“ท่านลุงเยี่ย!”
“อืม! ระหว่างทางเดินช้า ๆ หน่อย จัดการธุระเสร็จก็รีบกลับมา”
เยี่ยจือซ่งพยักหน้า “ทราบแล้วขอรับท่านพ่อ”
ด้านข้างหลินซีมองพวกเขาบังคับเกวียนไปไกลแล้ว จึงเอ่ยกับคนสกุลเยี่ยว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่! ข้ากลับบ้านก่อนนะเจ้าคะ อีกประเดี๋ยวยังต้องขึ้นภูเขาอีก”
ท่านผู้เฒ่าเยี่ยพยักหน้า ข้างกายหญิงชราเยี่ยแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน บิดหน้าไปอีกทางไม่ยอมตอบคำ
ด้านข้างเมียซานยิ้มให้หลินซี ถือว่าเป็นการตอบรับ
