ฝ่ายอวี้ม่านกลับไม่คิดเช่นนั้น “ท่านพ่อ ข้ารู้สึกว่าหากให้ข้ากับพี่สาวแต่งกับท่านสี่และท่านห้าได้ก็คงดี พวกเราจะได้ไม่ต้องกังวลว่าครอบครัวจะแยกจากกัน ไม่ต้องกลัวว่าพวกเราจะจากโรงเย็บปักไปไหน ท่านสี่ท่านห้าก็จะได้ไม่ต้องอยู่เป็นหนุ่มโสด”
อวี้ไห่เดือดดาลหมายจะตีสอนนาง “เด็กอย่างเจ้า ไร้ความอายเอาเสียเลย เรื่องใดก็กล้าพูดออกมา หากถูกผู้ใดได้ยินเข้า จะนินทาพวกเจ้าสองพี่น้องไปอย่างไรเล่า”
“จะเป็นไรไป ข้าพูดความจริงนะเจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าคราวนั้นท่านพี่ใหญ่เย่กับพี่หลินซีเลือกซื้อพวกเรา ก็คงคิดการนี้ไว้เช่นกัน มิเช่นนั้นคนมากมายพวกท่านไม่ซื้อ เหตุไฉนจึงเลือกพวกเราโดยเฉพาะ”
“.......”
อวี้ไห่สิ้นคำจะกล่าว เด็กสาวผู้นี้คิดมากเกินไปกระมัง
หรือนางหลงตัวเองเกินไป
“เจ้าเด็กคนนี้ ในภายภาคหน้าอย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้อีกเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่” อวี้ไห่เอ่ยเตือน
อวี้ม่านรู้สึกน้อยใจ “เจ้าค่ะท่านพ่อ วันหน้าข้าจะไม่เอ่ยอีก”
อวี้อือเองก็รู้สึกว่าคำพูดของน้องเล็กไม่สมควรอย่างยิ่ง หากให้ท่านพี่ใหญ่เย่กับพี่หลินซีได้ยินเข้า จะคิดกับครอบครัวเราอย่างไร
กว่าชีวิตสงบสุขจะมาถึง นางมิอาจยอมถูกไล่ออกจากที่นี่เพราะเรื่องนี้
“ที่พี่อวี้ม่านพูดนั้นถูกต้อง ในภายภาคหน้าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย เรากว่าจะมีชีวิตสงบสุขมาได้ เจ้าลืมแล้วหรือว่าชีวิตในอดีตเป็นเช่นไร”
ลืม จะลืมได้อย่างไร.......
อวี้ม่านหวนคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น บัดนี้ยังสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
